|
|
International Trade & Early Warning - 14 October 2009 |
ชิลีขึ้นภาษีนำเข้าผลิตภัณฑ์จากโคนม
ชิลีออกมาตรการปกป้องสินค้านมผง เกาด้าชีส (Gouda Cheese) จากอาร์เจนตินา และอุรุกวัย โดยขึ้นภาษีนำเข้า 15% สืบเนื่องมาจากการที่เกษตรกรโคนมชิลี ร้องเรียนต่อรัฐบาลว่า ผลิตภัณฑ์โคนมของอาร์เจนตินา และอุรุกวัยขายในราคาที่ถูกกว่าผลิตภัณฑ์ภายในประเทศชิลี และหากชิลีไม่มีมาตรการรองรับการนำเข้าสินค้าเพื่อช่วยเหลือสินค้าภายในประเทศอาจทำให้ส่งผลกระทบต่อการจ้างงานกว่า 13,000 อัตรา หรือ อัตราว่างงานเพิ่มขึ้น 22%
สาเหตุที่ผลิตภัณฑ์โคนมของอาร์เจนตินา และอุรุกวัยมีราคาถูกเพราะรัฐบาลของทั้ง 2 ประเทศให้การอุดหนุนเป็นเงิน 0.04 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อนม 1 ลิตรต่อเดือน
(ที่มา : Merco Press)
ออสเตรเลียส่งปศุสัตว์ไปเวียดนาม
ออสเตรเลียและเวียดนามลงนามข้อตกลงระหว่างบริษัทปศุสัตว์เอกชนของออสเตรเลีย และบริษัท Khanh Hoa Trading and Investment ของเวียดนามมูลค่ากว่า1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯเพื่อส่งออกวัวมีชีวิตจำนวนกว่า 1,000 ตัว จากเขตตอนเหนือของออสเตรเลียไปยังเวียดนาม และออสเตรเลียจะต้องจัดการฝึกอบรมการหั่นตัดแต่งเนื้อสัตว์แก่ชาวเวียดนามด้วย
ปัจจุบันนี้ เขตตอนเหนือของออสเตรเลียมีการส่งออกวัวที่มีชีวิตไปยังอินโดนีเซียอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งถือว่าอินโดนีเซียเป็นตลาดส่งออกวัวที่ใหญ่ที่สุดของเขตตอนเหนือของออสเตรเลีย การลงนามครั้งนี้จะเป็นการเปิดตลาดการค้าระหว่างเขตนี้ของออสเตรเลีย กับเวียดนาม และเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการขยายตลาดการส่งออกวัวของออสเตรเลียในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต่อไป
(ที่มา : ABC news)
นิวซีแลนด์จับมือมาเลเซียร่วมทำการค้าเสรี
Tim Groser รัฐมนตรีการค้านิวซีแลนด์ กล่าวว่า นิวซีแลนด์ตกลงทำการค้าเสรี (FTA) กับมาเลเซีย หลังจากเริ่มเจรจาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2548 โดยมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นภาคธุรกิจให้สร้างรายได้กว่า 1.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯต่อปี ซึ่งก่อนการร่วมลงนามข้อตกลง FTA ในปีนี้ ต้องมีการเตรียมพร้อมการตรวจสอบความถูกต้องของข้อตกลงเพื่อสอดคล้องกับกฎหมายต่างๆ และ เชื่อว่าการทำการค้าเสรีครั้งนี้จะมีผลประโยชน์มากกว่า กรอบความตกลงการค้าเสรีกับอาเซียนเช่นเดียวกับ ข้อตกลงทางการค้าที่นิวซีแลนด์ ได้ทำร่วมกับ สิงคโปร์ บรูไน ไทย และจีน
สินค้าหลักที่นิวซีแลนด์ส่งออกไปยังมาเลเซียได้แก่ ผลิตภัณฑ์จากโคนม และ อาหารชนิดอื่น โดยมาเลเซียได้ส่งออกสินค้า อิเล็กโทรนิกส์ และอุปกรณ์ไปยังนิวซีแลนด์
(ที่มา : Meat Trade News Daily)
ไต้หวันแก้ไขระเบียบนำเข้าสัตว์ปีก และผลิตภัณฑ์
ไต้หวันแก้ไขข้อกำหนดการตรวจกักกันเนื้อสัตว์ปีกนำเข้า โดยกำหนดให้ผู้ส่งออกต้องแจ้งให้ไต้หวันทราบหากพบเนื้อสัตว์ปีกติดเชื้อ ไข้หวัดนกสายพันธุ์รุนแรง (HPAI) ไข้หวัดนกสายพันธุ์ไม่รุนแรง (LPAI) และโรคนิวคาสเซิล (ND) ทั้งนี้ ร่างข้อกำหนดดังกล่าวกำหนดให้ประเทศที่ต้องการส่งออกเนื้อสัตว์ปีก และผลิตภัณฑ์ไปยังไต้หวัน จะต้องได้รับการรับรองจากหน่วยงานรับรองผลิตภัณฑ์ของประเทศผู้ส่งออกว่าปลอดจากโรคทั้ง 3 ชนิด ไม่น้อยกว่า 90 วัน และต้องชี้แจงในใบรับรองคุณภาพประกอบการส่งออก ขณะนี้ ระเบียบดังกล่าวอยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นถึงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2552
โดยสาระสำคัญของการแก้ไขระเบียบ ดังนี้
ประเทศผู้ส่งออกต้องได้รับการรับรองจากไต้หวันว่าเป็นเขตที่ปลอดจากเชื้อไข้หวัดนกสายพันธุ์รุนแรง (HPAI) และโรคนิวคาสเซิล (ND)
กรณีที่ประเทศส่งออกไม่ได้รับการรับรองว่าปลอดโรคND สัตว์ปีกและผลิตภัณฑ์ต้องผ่านการแปรรูปด้วยการผ่านความร้อน ณ จุดกึ่งกลางเนื้อสัตว์ปีก(core meat) ที่อุณหภูมิ 70OC เป็นเวลาอย่างน้อย 30 นาที หรือผ่านกรรมวิธีอื่นๆที่สามารถทำลายเชื้อโรค ND ได้
ประเทศผู้ส่งออกต้องเฝ้าระวังโรค HPAI และโรคND รวมทั้งไวรัส H5หรือ H7 หากพบการระบาดของโรคดังกล่าว ต้องหยุดการส่งออกชั่วคราวโดยทันที และรายงานรายละเอียดของสถานการณ์ให้ไต้หวันทราบ
ประเทศผู้ส่งออกต้องยื่นข้อมูลระบบการตรวจสอบเนื้อ สำเนาใบรับรองการตรวจโรค ตราประทับรับรองจากประเทศผู้ส่งออก และหมายเลขทะเบียนโรงงานที่ผลิต แก่ไต้หวัน
โรงงานที่ได้รับอนุญาตต้องเก็บข้อมูลด้าน สายพันธุ์ แหล่งกำเนิด วันที่ชำแหละและแปรรูป และปริมาณสัตว์ปีกของกระบวนการผลิตในแต่ละครั้ง เป็นเวลา 2 ปีขึ้นไป และต้องตรวจสอบภายในโรงงานให้เป็นไปตามข้อกำหนดเพื่อป้องกันการถอนสิทธิ์นำเข้าผลิตภัณฑ์
กรณีประเทศผู้ส่งออกประสงค์ที่จะใช้เนื้อสัตว์ปีกที่มาจากประเทศที่สามนั้น ประเทศที่สามต้องได้รับการรับรองว่าปลอดเชื้อของโรค HPAI และโรค ND จากไต้หวัน
สัตว์ปีกหรือเนื้อสัตว์ปีกต้องไม่ปนกับเนื้อสัตว์จากฟาร์มอื่น และต้องเก็บอย่างถูกสุขลักษณะระหว่างการขนส่ง และกระบวนการผลิต
หากประเทศผู้ส่งออกไม่ผ่านการตรวจสอบ หรือไม่ยินยอมให้ตรวจสอบ จะถูกระงับการนำเข้า
(ที่มา : มกอช.)
|