สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สภาผู้ส่งออก)
Thai National Shippers’ Council
  • Thai Language
  • English Language
ข่าวประชาสัมพันธ์
ผลกระทบจาก Trade Facilitation and Trade Enforcement Act (TFTEA) 2015

กรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้ กระทรวงการต่างประเทศ ได้จัดการประชุมเพื่อประเมินสถานการณ์และพิจารณามาตรการรองรับผลกระทบจาก Trade Facilitation and Trade Enforcement Act (TFTEA) of 2015 ของสหรัฐอเมริกา เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2559 เวลา 10.30-12.00 น. ณ ห้องวิเทศสโมสร ส่วน 3 กระทรวงการต่างประเทศโดยได้นำเสนอสรุปสาระสำคัญของกฎหมายฉบับดังกล่าว และมีข้อพิจารณาที่สำคัญร่วมกันในที่ประชุมดังต่อไปนี้

  • Section 307 ใน Tariff Act 1930 ของสหรัฐอเมริกา ห้ามการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ ซึ่งผลิต ไม่ว่าจะทั้งหมด หรือบางส่วนโดยใช้แรงงานบังคับ (forced labor) (หมายรวมถึงการค้ามนุษย์ด้วย) แรงงานที่ผลิตโดยนักโทษ (prison labor) หรือ แรงงานขัดหนี้ (indentured labor) อย่างไรก็ตาม Tariff Act 1930 ได้กำหนด “ข้อสงวน” ซึ่งอนุญาตให้นำเข้าสินค้าดังกล่าว ในกรณีที่สหรัฐอเมริกาไม่สามารถผลิตสินค้าได้ในปริมาณที่เพียงพอต่อการบริโภคในประเทศ หรือที่เรียกว่า “consumption demand clause”
  • ประธานาธิบดี บารัค โอบามา ได้ลงนามในกฎหมาย TFTEA เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2559 เพื่อปรับปรุงระบบและมาตรการทางศุลกากรให้เกิดความทันสมัยมากยิ่งขึ้น และมีผลบังคับใช้เมื่อ 11 มีนาคม 2559 ที่ผ่านมา โดยมีเนื้อหาสาระสำคัญในการปกป้องคุ้มครองผู้ประกอบการภายในประเทศจาก Anti-Dumping และประเด็นสำคัญทางการค้าอื่นๆ ซึ่งรวมถึงข้อบทที่สำคัญ คือ การยกเลิกข้อสงวน “consumption demand clause”ใน Tariff Act 1930 ส่งผลให้หน่วยงานศุลกากรสหรัฐฯ สามารถห้ามการนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยแรงงานทั้ง 3 กลุ่มที่กล่าวมา
  • หน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมายดังกล่าวจะอยู่ภายใต้กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (Department of Homeland Security (DHS)) ประกอบไปด้วย 1) S. Customs and Border Protection (CBP) และ 2) Homeland Security Investigations (HSI) ซึ่งจะการตรวจสอบข้อมูลภายในของหน่วยงาน หรือรับ petition จากบุคคลภายนอก อาทิ เอกชน ภาคเอกชน บุคคลทั่วไป ภาคประชาสังคม (NGO) เป็นต้น ซึ่งถือว่าเปิดกว้างอย่างมาก และสามารถร้องเรียนผ่านเจ้าหน้าที่ศุลกากรได้โดยตรง หรือผ่านระบบ online (e-allegations) แต่ผู้ร้องต้องยื่นข้อมูล/เอกสาร/หลักฐาน ประกอบการพิจารณามาพร้อมกัน
  • ขั้นตอนการสอบสวนดำเนินการ โดย CBPและHIS
    • หาก CBP และ HSI เห็นว่าข้อมูล/เอกสาร/หลักฐาน ที่ยื่นมาให้นั้นเป็นไปตามมาตรฐาน ‘reason to believe’ หรือ ‘บุคคลธรรมดารับทราบและพิจารณาจากหลักฐานนั้นด้วยความสมเหตุสมผล แล้วเชื่อได้ว่ามีมูล’ ก็จะตรวจสอบและหาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อพิจารณาในขั้นต่อไป โดยการเก็บข้อมูลทั้งภายในประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศต้นทาง ทั้งนี้ ในประเทศไทยมีเจ้าหน้าที่ของ HSI ประจำอยู่ในสถานทูตสหรัฐอเมริกา และทำงานใกล้ชิดกับเจ้าหน้าที่ภาครัฐของไทย
    • หาก CBPและHSIเก็บข้อมูลและพิจารณาตามมาตรฐาน ‘reasonable suspicion’เห็นว่ามีข้อสงสัยที่เชื่อได้ว่าสินค้าถูกผลิตโดยแรงงานผิดกฎหมาย ทางCommissioner of Customsสามารถ “ออกคำสั่งกักสินค้าชั่วคราว” หรือ “Withhold of Release Order (WROs)”ทั้งนี้CBPจะแจ้งให้ผู้นำเข้าทราบเป็นครั้งแรกในขั้นตอนนี้ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในกระบวนการที่ผู้นำเข้าจะได้รู้ว่าสินค้าของตนถูกร้องเรียน และมีสิทธิ์ที่จะดำเนินการดังต่อไปนี้
      • ผู้นำเข้าสามารถ Re-export สินค้าออกไป แต่สินค้าจะติดในบัญชี และไม่สามารถนำเข้าสินค้านั้นไปยังสหรัฐอเมริกาได้อีก
      • ผู้นำเข้าชี้แจงโดยให้หลักฐานและข้อมูลต่อ CBP ภายใน 90 วัน (สินค้าที่ถูกกักในขั้นตอนนี้ยังเป็นของผู้นำเข้า ดังนั้นต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาและจัดเก็บในคลังสินค้าด้วยตนเอง และหากเป็นสินค้าเน่าเสียง่ายต้องจัดเก็บในห้องควบคุมอุณหภูมิ)
    • หาก CBPและHSIพิจารณาข้อมูล/หลักฐานที่ผู้นำเข้ายื่น ตามมาตรฐานprobable causeแล้วพบว่า
      • ข้อมูล/หลักฐานมีน้ำหนักเพียงพอ จะประกาศยกเลิก WROs และให้นำเข้าสินค้าได้
      • กรณีน้ำหนักไม่เพียงพอจะประกาศผลการพิจารณา (Finding)และเผยแผร่ต่อสาธารณชน
        • สินค้าจะถูกยึดและริบ เพื่อนำไปทำลาย แต่หากผู้นำเข้าต้องการคัดค้าน สามารถดำเนินการได้โดยยื่นเรื่องต่อ S. International Trade Court เพื่อพิจารณา
        • ผู้นำเข้าจะถูกฟ้องทั้งทางแพ่งและทางอาญา แต่ยังสามารถนำเข้าสินค้ารายการอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับ shipment ที่ถูกยึดได้ต่อไป และการพิจารณาโทษไม่ผูกพันมาถึงผู้ส่งออกในประเทศต้นทาง เพราะกฎหมายล่วงไปไม่ถึง (อย่างไรก็ตาม รายการสินค้า และรายชื่อผู้ส่งออกต้นทางจะถูกประกาศไปพร้อมกัน ซึ่งจะส่งผลต่อการสั่งซื้อสินค้าโดยผู้นำเข้ารายอื่นเช่นกัน)
      • ข้อพิจารณาของที่ประชุม
        • การดำเนินการภายใต้ TFTEA ดังกล่าว ขัดหลักการภายใต้ WTO หรือไม่อย่างไร
        • ผู้นำเข้าสามารถฟ้องกลับผู้ให้ข้อมูลที่เป็นเท็จ และทำให้เกิดความเสียหายต่อการดำเนินธุรกิจได้หรือไม่
        • ผู้นำเข้า/ผู้ส่งออก สามารถให้ข้อมูลก่อนการกักสินค้าได้หรือไม่ และกระบวนการในส่วนนี้ สามารถกำหนดระยะเวลาในการดำเนินงานให้ชัดเจนได้หรือไม่
        • กรณีที่ผู้นำเข้าต้องการ re-export สินค้าที่มีปัญหา จะสามารถชี้แจงหลักฐานต่อ CBP เพื่อให้หลุดจากบัญชีได้หรือไม่
        • ผู้แทนสหรัฐอเมริกาแจ้งต่อกระทรวงการต่างประเทศของไทยว่าการตรวจจับและการออกประกาศผลการพิจารณาจะระบุในลักษณะของ Shipment ซึ่งไม่ได้เป็นการแบนสินค้านั้นๆ ทั้งหมดจากประเทศต้นทาง ไม่ได้เป็นการแบนบริษัทผู้นำเข้า/ผู้ส่งออกต้นทาง ที่ประชุมจึงต้องการให้สอบถามรายละเอียดให้ชัดเจนว่าจะส่งผลกระทบเป็นรายสินค้า (item/HS code) ในระยะยาวหรือไม่ ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร
        • กรณีที่ผู้ส่งออกต้นทางได้แก้ไขปัญหาเรื่องแรงงานแล้ว จะมีวิธีการในรายละเอียดสำหรับการส่งออกใน shipment ต่อไป หรือ remedy / correction clause อย่างไรบ้าง
      • สรท. เสนอให้กรมฯ ตรวจสอบรายละเอียดใน TFTEA ว่ายังมีข้อบทใดที่เปิดช่องให้มีการห้ามนำเข้าและกักสินค้าเหมือนกรณี Tariff Act 1930 Section 307 อีกหรือไม่ ซึ่งทางกรมฯ รับไปดำเนินการ.