สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สภาผู้ส่งออก)
Thai National Shippers’ Council
  • Thai Language
  • English Language
ภาพข่าวกิจกรรม
แถลงข่าวการส่งออกประจำเดือน ก.ย.60

 

เศรษฐกิจโลกเติบโตและกระแส Digitization ตัวแปรสำคัญส่งออกทะยาน

 

    นางสาวกัณญภัค ตันติพิพัฒน์พงศ์ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) หรือสภาผู้ส่งออก แถลงข่าวร่วมกับนายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานสภาผู้ส่งออก และ ดร.ชัยชาญ เจริญสุข เลขาธิการสภาผู้ส่งออก ณ ห้องประชุม 1 สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย อาคารลุมพินีทาวเวอร์ ถนนพระราม 4 เมื่อวันอังคารที่ 3 ตุลาคม 2560 โดยระบุการส่งออกเดือนสิงหาคม 2560 มีมูลค่า 21,224 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัว 13.2% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน (YoY) การส่งออกในรูปเงินบาทเท่ากับ 707,214 ล้านบาท ขยายตัว 8.6% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันปีก่อน (YoY) ส่งผลให้การส่งออก 8 เดือนแรก มีมูลค่า 153,623  ล้านเหรียญสหรัฐฯ เติบโต 8.9% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน (YoY) ขณะที่ในรูปเงินบาท การส่งออก 8 เดือนแรก มีมูลค่า 5,281,201 ล้านบาท เติบโต 6.2% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน (YoY) สภาผู้ส่งออกคาดการณ์การเติบโตของการส่งออกไทยปี 2560 ไม่ต่ำกว่า 6%

    ทั้งนี้ การเติบของการส่งออกไทยในช่วงที่ผ่านมาได้รับอานิสงส์จากปัจจัยต่างๆ ดังนี้

1) การขยายของเศรษฐกิจโลกและการเติบโตอย่างต่อเนื่องของการส่งออกไปยังประเทศคู่ค้าหลักและคู่ค้าสำคัญ อาทิ สหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น และกลุ่ม CLMV

2) การปรับตัวของสินค้าไทยไปสู่ Digitization ต่อความต้องการของตลาด โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เพิ่มมากขึ้น

3) ทิศทางของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้นกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องจากทิศทางราคาน้ำมัน ความต้องการในประเทศ และความต้องการของผู้บริโภคในตลาดต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะประเทศที่ประสบกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ ทำให้ต้องนำเข้าสินค้าโภคภัณฑ์เพิ่มขึ้น

สำหรับปัจจัยเสี่ยงสำคัญของการส่งออกไทยประกอบด้วย

1) ค่าเงินบาทที่ยังคงแข็งค่าและมีความผันผวนระยะสั้นจาก

1.1 การขยายตัวของภาคการท่องเที่ยวและการขยายตัวของภาคการส่งออกที่ปรับตัวสูงขึ้น

1.2 ปัจจัยจากสถานการณ์การเข้ามาเก็งกำไรค่าเงินและปริมาณเงินลงทุนทางตรง (FDI) ไหลเข้าประเทศปีนี้ค่อนข้างสูง

1.3 การที่ไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัดและการเกินดุลการค้าในช่วงที่ผ่านมาอาจจะกระทบทั้งภาคการส่งออกและซัพพลายเชนภาคการผลิตอย่างมีนัยสำคัญ

2) การกีดกันทางการค้าและมาตรการตอบโต้ของประเทศคู่ค้าสำคัญ เช่น รัฐบาลสหรัฐอเมริกาอยู่ระหว่างการพิจารณาจะออกประกาศ Safeguard ส่งออกเครื่องซักผ้าจากไทยไปยังสหรัฐอเมริกา

3) อุปสรรคด้านโลจิสติกส์ อาทิ การขาดแคลนตู้บรรจุสินค้า การยกเลิกเที่ยวเรือบางส่วนในช่วงโกลเด้นวีคของจีน (2-6 ต.ค.) และความพยายามของสายเรือในการปรับขึ้นค่าระวาง อาจจะกระทบต่อปริมาณและต้นทุนการส่งออกในไตรมาส 4

4) สถานการณ์คาบสมุทรเกาหลีภายหลังจากเกาหลีเหนือขู่ยิงทดสอบระเบิดไฮโดรเจนในมหาสมุทรแปซิฟิกเพื่อตอบโต้สหรัฐอเมริกา ขณะที่สหรัฐอเมริกาประกาศคว่ำบาตรเกาหลีเหนือพร้อมกดดันให้องค์การสหประชาชาติร่วมมาตรการดังกล่าว

    ทั้งนี้ สภาผู้ส่งออกฯ ยังประเมินประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด อาทิ

1. พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 นี้ จะส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการวัตถุดิบขาเข้าของภาคการผลิต รวมถึงส่งผลกระทบต่อนักลงทุนไทยที่ออกไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านเพื่อใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี และต้องการนำสินค้ากลับมารวมกับสินค้าไทย เพื่อส่งออกไปยังลูกค้าปลายทาง

2. นโยบายส่งเสริมลงทุนภาคเอกชนและนักลงทุนต่างชาติ ในโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งเตรียมลงนามในบันทึกความเข้าใจและข้อปฏิบัติที่เกี่ยวข้องรวม 7 ฉบับ เป็นการสัญญาณบวกที่ดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทย ในขณะเดียวกันต้องเฝ้าระวังเรื่องการเคลื่อนย้ายสินค้าจากจีนตอนใต้ที่เข้าไหลเข้าสู่ไทย แต่ไม่ได้เข้าสู่ภาคการผลิตในพื้นที่ EEC ซึ่งอาจกระทบต่อการแข่งขันทางการค้ากับผู้ประกอบการไทยในประเทศ

3. พ.ร.บ.สรรพสามิต อาจะมีผลกระทบทั้งภาคการนำเข้าและส่งออก ในด้านต้นทุนและระยะเวลาการปรับตัว 

4. (ร่าง) พ.ร.บ.การบริหารจัดการน้ำ ยังมีความไม่ชัดเจนในเรื่องการบริหารจัดน้ำระหว่างเกษตรกรและโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งอาจกระทบต่อโซ่อุปทานภาคการผลิตและส่งออกเป็นอย่างมาก.

โดยสามารถดาวน์โหลดไฟล์และรายละเอียดได้ที่ : https://goo.gl/vpdCrN