สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สภาผู้ส่งออก)
Thai National Shippers’ Council
  • Thai Language
  • English Language
ภาพข่าวกิจกรรม
แถลงข่าวการส่งออกประจำเดือน ส.ค. 60

 

 

สภาผู้ส่งออกคงคาดการณ์ส่งออกปี 2017 เติบโต 5%

 

    นางสาวกัณญภัค ตันติพิพัฒน์พงศ์ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) หรือสภาผู้ส่งออก แถลงข่าวร่วมกับนายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานสภาผู้ส่งออก ณ ห้องประชุม 1 สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย อาคารลุมพินีทาวเวอร์ ถนนพระราม 4 เมื่อวันจันทร์ที่ 4 กันยายน 2560 โดยระบุการส่งออกเดือนสิงหาคม 2560 มีมูลค่า 18,852 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัว 10.5% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน (YoY) การส่งออกในรูปเงินบาทเท่ากับ 635,791 ล้านบาท ขยายตัว 6.6% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันปีก่อน (YoY) ส่งผลให้การส่งออก 7 เดือนแรก   มีมูลค่า 132,399  ล้านเหรียญสหรัฐฯ เติบโต 8.2% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน (YoY) ขณะที่ในรูปเงินบาท การส่งออก 7 เดือนแรก มีมูลค่า 4,573,986 ล้านบาท เติบโต 5.9% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน (YoY)

    อย่างไรก็ตาม สภาผู้ส่งออก ยังคงคาดการณ์ทิศทางการเติบโตของมูลค่าการส่งออกปี 2017 เท่ากับ 5% แม้จะมีปัจจัยบวกที่สำคัญประกอบไปด้วย

1) การขยายของเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะประเทศคู่ค้าหลัก เช่น สหรัฐ ยุโรป จีน ญี่ปุ่นและอาเซียน (5)

2) ความเชื่อมั่นต่อสินค้าไทยมีมากกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับสินค้าจากคู่แข่งสำคัญ ส่งผลให้มีคำสั่งซื้อสินค้าไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

3) การปรับตัวของสินค้าไทยต่อความต้องการของตลาด โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์

    ทั้งนี้ ปัจจัยลบที่สำคัญประกอบไปด้วย

1) สถานการณ์อัตราแลกเปลี่ยนที่มีแนวโน้มแข็งค่าต่อเนื่อง โดยเฉพาะอาจเกิดความผันผวนจากค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าและการไหลเข้าของเงินทุนระยะสั้น

2) ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลก

3) ปริมาณตู้บรรจุสินค้านำเข้าลดลงซึ่งอาจส่งผลต่อการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์สำหรับการขนส่งสินค้าเพื่อการส่งออกและอาจจะกระทบต่อปริมาณการส่งออกในไตรมาส 4 และส่งผลต่อการขยายตัวของการส่งออกในระยะยาว

4) สถานการณ์การเมืองระหว่างประเทศ อาทิ ความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลี  

    อนึ่ง สภาผู้ส่งออก มีข้อเสนอแนะที่สำคัญสำหรับการแก้ไขปัญหาการส่งออกในระยะต่อไปประกอบไปด้วย

1. ต้องกำกับดูแลค่าเงินบาทให้มีเสถียรภาพ ไม่แข็งค่าสูงกว่าคู่ค้าและคู่แข่งสำคัญ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อกลุ่มสินค้าที่ใช้วัตถุดิบภายในประเทศสูง โดยเฉพาะเกษตรต้นน้ำ  

2. พัฒนาผลิตภัณฑ์ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เหมาะสมสำหรับกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมที่ไม่สามารถเข้าถึงหรือมีวงเงินเพียงพอสำหรับการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามปกติ ให้สามารถป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้อย่างต่อเนื่อง

3. รัฐบาลต้องกำหนดรูปแบบและแนวทางการบริหารจัดการแรงงานในภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม ให้เพียงพอต่อความต้องการ เนื่องจากจะส่งผลต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในภาพรวม รวมถึงการพัฒนาบุคลากรที่เหมาะสมและเพียงพอ ซึ่งส่งผลต่อความสำเร็จของการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) และการดึงดูดนักลงทุนภาคอุตสาหกรรมจากต่างประเทศในระยะยาว

4. ภาครัฐควรเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมมากขึ้นในการออกกฎหมายใหม่และแก้ไขปรับปรุง พระราชบัญญัติ กฎกระทรวง ประกาศ และระเบียบปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีระยะเวลาที่เหมาะสมต่อการปรับตัวของผู้ประกอบการไทย เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยไม่มีอุปสรรคภายในประเทศ และสามารถรุกตลาดต่างประเทศและมีความสามารถในการแข่งขันกับคู่แข่งสำคัญมากขึ้น

5. ภาครัฐต้องสนับสนุนการลงทุนของผู้ประกอบการไทยในต่างประเทศ เพื่อให้สามารถใช้สิทธิประโยชน์และทรัพยากรของประเทศที่เข้าไปลงทุน โดยเฉพาะในประเทศ CLMV ด้วยการสนับสนุนด้านกฎระเบียบด้านการผ่านแดนเพื่อส่งออกผ่านประเทศไทย และการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีในกรณีที่มีอนุสัญญาภาษีซ้อนกับประเทศที่เข้าไปลงทุน เป็นต้น

โดยสามารถดาวน์โหลดไฟล์และรายละเอียดได้ที่: https://goo.gl/JU6jom