สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สภาผู้ส่งออก)
Thai National Shippers’ Council
  • Thai Language
  • English Language
การขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ
ปัญหาอุปสรรค และแนวทางแก้ไข เกี่ยวกับการขนส่งสินค้าทางเรือไปยังประเทศเพื่อนบ้าน

          เป็นที่ทราบกันดีว่าภาคการค้าและการส่งออกเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญของประเทศไทย ปัจจุบันการค้ากับประเทศเพื่อนบ้านทั้งลาว กัมพูชา พม่า และมาเลเซีย มีบทบาทความสำคัญเพิ่มมากขึ้นต่อเศรษฐกิจของประเทศไทย เนื่องจากเป็นแหล่งระบายสินค้าที่ล้นตลาดของไทย ตลอดจนยังเป็นช่องทางในการหาวัตถุดิบที่มีราคาถูกเพื่อป้อนเข้าสู่โรงงานผลิตสินค้าภายในประเทศ ซึ่งเป็นการลดต้นทุนการผลิตทําให้สินค้าดังกล่าวมีราคาต่ําลง อันเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคภายในประเทศของไทยและสามารถส่งออกสินค้าที่มีราคาต้นทุนต่ำลง และช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางด้านราคาในตลาดโลกเพิ่มขึ้น จากตัวเลขการขยายตัวทางการค้าระหว่างไทยกับประเทศเหล่านี้ในช่วงปี 2552-2555 มีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 13.33 ต่อปี ในจำนวนนี้ไทยมีมูลค่าการค้ากับมาเลเซียมากที่สุดคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 57.7 หรือ 2 ใน 3 เนื่องจากเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในบรรดาประเทศเพื่อนบ้านทั้งหมด และมีการดําเนินนโยบายเศรษฐกิจและการค้าที่เสรีมากกว่าประเทศอื่นๆ รองลงมาคือการค้าชายแดนกับเมียนมาร์คิดเป็นร้อยละ 19 ลาวคิดเป็นร้อยละ 14.6 และกัมพูชาคิดเป็นร้อยละ 8.8 ซึ่งหากเปิดประชาคมเศรษฐกิจในปี 2558 คาดว่าปริมาณการค้าระหว่างไทยกับประเทศเหล่านี้จะเพิ่มมากขึ้น


          การขนส่งสำหรับการค้าขายของไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน มีทั้งรูปแบบการขนส่งทางรถและทางเรือ แต่ที่ได้รับความนิยมคือการขนส่งทางรถ เนื่องจากไทยสามารถใช้ประโยชน์จากพรมแดนที่ติดกัน เชื่อมต่อการขนส่งผ่านทางถนนเข้าสู่ศูนย์กลางกระจายสินค้าของประเทศนั้นๆ ได้อย่างสะดวก อย่างไรก็ตามข้อเสียสำหรับการขนส่งสินค้าทางรถ คือมีต้นทุนที่สูงเมื่อเทียบกับการขนส่งทางเรือ โดยทั่วไปการขนส่งสินค้าทางเรือเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมจากผู้ส่งออก เนื่องจากมีต้นทุนค่าขนส่งต่ำ เหมาะกับการบรรทุกสินค้าครั้งละมากๆ เกิดการประหยัดต่อขนาด (Economy of Scale) ของการขนส่ง แต่กลับไม่ได้รับความนิยมสำหรับการค้ากับประเทศเพื่อนบ้านมากเท่าไรนัก เนื่องจากมีปัญหา อุปสรรค และข้อจำกัดต่างๆ ที่ควรได้รับการแก้ไขหลายประเด็น ได้แก่

  1. ประเทศกัมพูชา การขนส่งโดยทั่วไปใช้เรือประมงขนาดเล็กดัดแปลงระวางน้ำหนักเรือไม่เกิน 5 ตัน ระหว่างบ้านหาดเล็ก อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด – บ้านจามเยียม อำเภอมณฑลสีมา จังหวัดเกาะกง ประเทศกัมพูชา และมีสายเดินเรือให้บริการขนส่งทางทะเลสำหรับสินค้าปริมาณมากจากท่าเรือหลักของประเทศไทย เช่นท่าเรือกรุงเทพ ท่าเรือแหลมฉบัง ไปยังท่าเรือสีหนุวิลล์ ประเทศกัมพูชา แต่การขนส่งโดยเรือเดินทะเลขนาดใหญ่นี้จะต้องไปเปลี่ยนถ่ายลำที่ประเทศสิงคโปร์ก่อน ดังนั้นปัญหาของการขนส่งสินค้าทางเรือระหว่างไทยกับกัมพูชาคือ หากเรือที่ใช้เป็นเรือขนาดเล็กจะสามารถขนส่งสินค้าได้ปริมาณน้อย หากเป็นเรือเดินทะเลขนาดใหญ่จะใช้เวลาในการขนส่งมากกว่าทางรถ เนื่องจากต้องเสียเวลาเปลี่ยนถ่ายลำ
  2. ประเทศเมียนมาร์ การขนส่งโดยเรือไม้ขนาดใหญ่ใช้เครื่องยนต์วางท้องเรือระหว่างจังหวัดระนอง - เกาะสอง - มะริด - ทวาย - ย่างกุ้ง ประเทศเมียนมาร์ นอกจากนี้ยังมีสายเดินเรือให้บริการขนส่งทางทะเลสำหรับสินค้าปริมาณมากจากท่าเรือหลักของประเทศไทย เช่นท่าเรือกรุงเทพ ท่าเรือแหลมฉบัง ไปยังเมืองย่างกุ้ง ประเทศเมียนมาร์ แต่การขนส่งลักษณะนี้จะใช้เวลานานประมาณ 10-14 วัน เนื่องจากต้องอาศัยเส้นทางเดินเรือจากประเทศไทย ผ่านทางประเทศสิงคโปร์ก่อนจึงเข้าสู่ประเทศเมียนมาร์ปลายทาง
  3. การขนส่งทางแม่น้ำโขงไปยังประเทศเมียนมาร์ ลาว และจีนตอนใต้ การขนส่งทางเรือทางแม่น้ำโขงสำหรับการค้าระหว่างไทยกับประเทศเมียนมาร์ ประเทศลาว เชื่อมต่อไปถึงประเทศจีนตอนใต้ ซึ่งเส้นทางการขนส่งดังกล่าวนี้ ประสบกับปัญหาระดับน้ำในแม่น้ำโขงที่ไม่สามารถควบคุมได้ตลอดทั้งปี ในหน้าแล้งมีระดับน้ำต่ำเกินกว่าจะใช้ขนส่งสินค้าได้ นอกจากนี้ยังมีปัญหาจากระบบการขนส่งที่ไม่ใช้ตู้คอนเทนเนอร์ จึงต้องเคลื่อนย้ายสินค้าถ่ายเปลี่ยนพาหนะบ่อยครั้ง อันอาจเกิดความเสียหายกับสินค้าและเสียเวลาในการขนส่ง ดังนั้นการขนส่งสินค้าทางเรือผ่านทางแม่น้ำโขงไม่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายมากเท่าใดนัก
  4. ประเทศมาเลเซีย การขนส่งจะเป็นรูปแบบของเรือเดินทะเลขนาดใหญ่จากท่าเรือหลักในประเทศไทย เช่นท่าเรือกรุงเทพ ท่าเรือแหลมฉบัง ไปยังท่าเรือหลักต่างๆ ในประเทศมาเลเซีย ซึ่งการขนส่งทางเรือนี้ได้รับความนิยมมากกว่าทางรถ เนื่องจากขนาดการค้าที่มีขนาดใหญ่ระหว่างไทยและมาเลเซีย จึงต้องอาศัยการขนส่งสินค้าที่มีปริมาณมาก ดังนั้นการขนส่งสินค้าทางเรือจะประหยัดต้นทุนต่อหน่วยการขนส่งมากกว่า อีกทั้งมีสายเดินเรือเปิดให้บริการหลายสาย ก่อให้เกิดความสะดวกต่อผู้ส่งออกไทย

 

          ปัจจุบันประเทศไทยมีการร่างพระราชบัญญัติกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท เพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งของประเทศ เน้นการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานทางถนนและทางราง รวมทั้งระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านศุลกากร แต่มีงบประมาณเพียงร้อยละ 1.49 เท่านั้นที่ใช้เพื่อพัฒนาการขนส่งสินค้าทางน้ำ เช่น การสร้างท่าเรือชุมพร การก่อสร้างท่าเทียบเรือน้ำลึกปากบารา เป็นต้น นับได้ว่าเป็นเพียงส่วนน้อยที่จะเอื้อประโยชน์ต่อการพัฒนาการขนส่งสินค้าทางเรือไปยังต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้าน ดังนั้นการขนส่งสินค้าทางเรือไปยังประเทศเพื่อนบ้านดังกล่าว จำเป็นต้องอาศัยการพัฒนา ปรับปรุงประสิทธิภาพการขนส่ง โครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น เพื่อให้เกิดทางเลือกที่หลากหลายในการขนส่งสินค้าของผู้ส่งออก และเกิดความสะดวกรวดเร็วในการขนส่งสินค้าต่อไปในอนาคต



สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย

11 กุมภาพันธ์ 2557