สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สภาผู้ส่งออก)
Thai National Shippers’ Council
  • Thai Language
  • English Language
ถาม-ตอบ

ทาง UN/CEFACT ได้เผยแพร่มาตรฐานไว้ที่ web อะไรครับ คนปกติสามารถเข้าถึงมาตรฐานนี้ได้อย่างไร ?

ท่านสามารถเข้าถึงข้อมูลที่เผยแพร่โดย UN/CEFACT ได้ทางเว็บไซต์ ที่ http://www.unece.org/cefact ปัจจุบันมีการเผยแพร่ 3 ประเภทคือ ดังภาพ

  1. Recommendation
  2. Standard
  3. Technical Specification

ความแตกต่างระหว่าง UN/CEFACT และ EDI, ebXML, RosettaNet เป็นอย่างไร ?

         EDI (Electronic Data Interchange) เป็นโครงสร้างชุดข้อมูลที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนระหว่างระบบ โดยไม่ได้ระบุวิธีการรับส่ง
ต่อมา RosettNet เป็นบริษัทโลจิสติกส์เอกชนที่นำมาตรฐาน EDI นี้มาพัฒนาต่อยอดให้มีมาตรฐานของกระบวนการรับ-ส่งข้อมูลเพิ่มเติมด้วย มาตรฐานของ RosetNet นั้นไม่ได้เปิดเผยให้ใช้กับระบบของบริษัทอื่น แต่เนื่องจากมีฐานลูกค้าจำนวนมากจึงมีการใช้กันอย่างแพร่หลายเสมือนเป็นมาตรฐาน

         UN/CEFACT มีพันธกิจในการอำนวยความสะดวกทางการค้าโดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้ UN/CEFACT ซึ่งกำหนดมาตรฐานทั้งตัวชุดข้อมูลและวิธีการรับส่งขึ้น ซึ่งมาตรฐานเป็นรากฐานสำคัญในการทำให้ระบบงานสองระบบที่แตกต่างกันสื่อสารกันได้ รวมถึงมาตรฐานและข้อเสนอแนะในการบริหารจัดการเกี่ยวกับการค้าที่ไม่ใช่เทคโนโลยีด้วย เช่น ข้อเสนอแนะในการตั้งตั้งและดำเนินการของศูนย์อำนวยความสะดวกทางการค้าประจำประเทศ เป็นต้น

         ข้อแตกต่างที่สำคัญคือมาตรฐาน และข้อเสนอแนะต่างจาก UN/CEFACT นั้นเปิดให้เป็นเอกสารสาธารณะให้ผู้ที่สนใจนำไปใช้ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย และได้รับการอ้างอิงจากข้อตกลงทางการค้าระหว่างประเทศต่าง ๆ เช่น ข้อตกลงด้านการอำนวยความสะดวกทางการค้าของ WTO เป็นต้น

องค์กรเอกชนใหญ่ๆในต่างประเทศมีใครใช้ UN/CEFACT แล้วบ้าง ?

ตัวอย่างซอฟต์แวร์ ERP รายใหญ่ เช่น SAP จะมี module UN/CEFACT Compliance เป็นส่วนหนึ่งใน package

การปรับใช้มาตรฐานใหม่จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็นหรือไม่ ?

ก่อนการเลือกใช้มาตรฐานควรจะมีการพิจารณาหาความสมดุลระหว่างการลงทุนและผลที่จะได้รับ เช่น หลายหน่วยงานเลือกใช้มาตรฐานในส่วนที่ต้อง interact กับคนในวงกว้าง (เช่น มาตรฐานข้อมูลของใบรับรองสินค้าในการการส่งสินค้าไปยังต่างประเทศหลายประเทศ) หรือการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับระบบอื่น ๆ เช่น เอกสาร invoice เป็นต้น ในขณะที่บางหน่วยงานต้องการใช้มาตรฐานในกระบวนการภายในเพื่อตอบโจทย์ในการผ่าน  certification  เช่น ISO9000 series สำหรับงานบริการ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า

ความสูญเสียหายที่เกิดขึ้นกับสินค้าในการขนส่งทางทะเลระหว่างประเทศมีกี่ประเภท อะไรบ้าง ?

พระราชบัญญัติการประกันภัยทางทะเล ค.ศ. 1906 ได้แยกประเภทของวินาศภัย (Loss) หรือความสูญเสียหาย ออกเป็น 2 ประเภท คือความสูญเสียหายสิ้นเชิง (Total Loss) และความสูญเสียหายเพียงบางส่วน (Partial Loss)

  • ความสูญเสียหายสิ้นเชิง (Total Loss) แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทย่อยได้แก่ ความสูญเสียหายสิ้นเชิงแท้จริง (Actual Total Loss: ATL) คือกรณีวัตถุที่เอาประกันภัยถูกทำลายลงหรือเสียหายหมดสภาพการเป็นสิ่งของที่เอาประกันภัย อีกประเภทหนึ่งคือความสูญเสียหายที่เสมือนเสียหายสิ้นเชิง (Constructive Total Loss: CTL) จะเกิดขึ้นเมื่อวัตถุที่เอาประกันภัยถูกสละทิ้งโดยสมควร เมื่อเห็นว่ามันจะเกิดความสูญเสียหายสิ้นเชิงแท้จริงอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ถึงแม้วัตถุที่เอาประกันภัยมิได้ถูกทำลายสูญสิ้นไป แต่ก็ไม่สามารถซ่อมแซมหรือกู้คืนเพื่อประโยชน์ตามความมุ่งหมายอย่างแท้จริงอีกต่อไป โดยผู้เอาประกันภัยจะต้องแจ้งการสละทิ้งวัตถุที่เอาประกันภัยให้แก่ผู้รับประกันภัย จึงจะสามารถเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนในฐานะเป็นความสูญเสียหายสิ้นเชิงได้
  • ความสูญเสียหายเพียงบางส่วน (Partial Loss) คือความสูญเสียหายใดๆ ก็ตามที่มิใช่ความสูญเสียหายสิ้นเชิง อาจแบ่งแยกออกเป็นความสูญเสียหายบางส่วนที่เกิดขึ้นแก่ตัววัตถุที่เอาประกันภัยโดยตรง และค่าใช้จ่ายเป็นพิเศษในกรณีความเสียหายร่วม (General Average), ค่ากู้ภัย (Salvage Charges) และค่าใช้จ่ายอื่นที่ผู้เอาประกันภัยเสียไปเพื่อความปลอดภัยหรือเพื่อสงวนรักษาวัตถุที่เอาประกันภัย (Particular Charges)

ปริมาณตู้สินค้าเข้า-ออกของประเทศไทยเป็นอย่างไร สามารถดูได้จาก Website ของหน่วยงานใด ?

ปริมาณตู้สินค้านำเข้า-ส่งออกของประเทศไทยแบ่งออกได้เป็น 2 ท่าเรือหลักได้แก่ ท่าเรือกรุงเทพ และท่าเรือแหลมฉบัง

  • กรณีปริมาณตู้สินค้าเข้า-ออกของท่าเรือกรุงเทพ สามารถเข้าไปโหลดข้อมูลได้ที่ website: http://vigportal.mot.go.th/portal/site/PortalMOT/stat/index24URL/
  • กรณีปริมาณตู้สินค้าเข้า-ออกของท่าเรือแหลมฉบัง สามารถเข้าไปโหลดข้อมูลได้ที่ website: http://www.laemchabangport.com ในหัวข้อบริการอิเล็กทรอนิกส์ >> สถิติบริการเรือและสินค้า

สายเดินเรือที่ให้บริการในแต่ละเส้นทางหลักมีสายเรือใดบ้าง ?

เส้นทางการเดินเรือในเส้นทางหลักแบ่งออกเป็น 4 เส้นทาง ได้แก่ Asia, Europe, North America และ Australia-New Zealand โดยในแต่ละเส้นทางมีสายเรือที่ให้บริการหลัก ดังนี้

  1. Asia มีสายเรือหลักให้บริการได้แก่ NYK Line (ได้รับรางวัล Best Container Liner Award 2013 ในเส้นทาง Asia), MCC, MOL, K Line, APL และ WanHai Line
  2. Europe มีสายเรือให้บริการได้แก่ Maersk Line (ได้รับรางวัล Best Container Liner Award 2013 ในเส้นทาง Europe), NYK Line, OOCL, APL และ Evergreen
  3. North America มีสายเรือให้บริการได้แก่ OOCL (ได้รับรางวัล Best Container Liner Award 2013 ในเส้นทาง North America), Maersk Line, NYK Line, APL และ Evergreen
  4. Australia-New Zealand มีสายเรือให้บริการได้แก่ OOCL (ได้รับรางวัล Best Container Liner Award 2013 ในเส้นทาง Australia-New Zealand), Maersk Line, NYK Line, K Line และ MOL

หมายเหตุ สายเดินเรือที่ให้ข้อมูลในแต่ละเส้นทางเป็น 5 อันดับแรกที่ได้รับการโหวตสูงสุดจากโครงการ Best Container Liner Award 2013

 

Japan 24 Rules คืออะไร แตกต่างจากมาตรการของประเทศสหรัฐอเมริกาหรือไม่ อย่างไร?

          ภายหลังจากเหตุการณ์ 9-11 ในประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศต่างๆ ทั่วโลกต่างให้ความสำคัญกับความปลอดภัย ไม่เว้นแม้แต่การขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ เริ่มต้นที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเองได้ออกมาตรการ 24 Hour Rule เพื่อให้ผู้ส่งออกสินค้าเข้าไปในประเทศต้องแจ้งล่วงหน้า 24 ชั่วโมงเพื่อการเตรียมความพร้อมล่วงหน้าก่อนสินค้าจะเข้ามาถึงท่าเรือปลายทางประเทศสหรัฐอเมริกา เช่นเดียวกับประเทศญี่ปุ่นที่กำลังจะออกมาตรการ Japan 24 Hour Rule (JP24) เริ่มต้นในเดือนมีนาคม 2557 นี้ กำหนดให้ทุกตู้สินค้าที่จะเข้าเทียบที่ท่าเรือของประเทศญี่ปุ่นต้องแจ้งก่อนล่วงหน้า 24 ชั่วโมง

          ประเทศญี่ปุ่นได้เริ่มทดลองการกรอกข้อมูลทางอิเลกทรอนิกส์ในเดือนพฤศจิกายน 2556 ซึ่งรูปแบบนั้นมีความเหมือนกับมาตรการการแจ้งล่วงหน้าของสหรัฐอเมริกาและแคนาดา โดยสายเรือหรือ Freight Forwarder ที่เคยส่งออกสินค้าไปสหรัฐอเมริกาหรือแคนาดาแล้ว สามารถปฏิบัติในขั้นตอนคล้ายเดิม เพียงแต่ต้องเพิ่มการติดต่อกับ Nippon Automated Cargo and Port Consolidated System (NACCS) อันเป็นหน่วยงานภาครัฐของประเทศญี่ปุ่นที่ดูแลให้บริการการนำเข้า ส่งออก และพิธีการศุลกากร โดยข้อมูลที่ต้องให้รายละเอียดได้แก่ ประเภทสินค้า ชื่อของคู่ค้า เส้นทางและตารางเดินเรือ รวมทั้งชื่อเรือและเบอร์ตู้สินค้า

          มีสิ่งหนึ่งที่เป็นข้อแตกต่างระหว่างมาตรการ JP24 ของประเทศญี่ปุ่น และมาตรการดังกล่าวของประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนาดา โดยสิ่งที่เป็นข้อแตกต่างนี้จะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการขนส่งที่ไม่มีเรือเป็นของตัวเอง (NVOCC) และบริษัท Forwarder ที่จัดทำเอกสารเกี่ยวกับศุลกากรผ่านทางบริษัทเรือ (Shipping Line) กล่าวคือมาตรการ JP24 นั้น บริษัท NVOCC/Forwarder จะต้องยื่นคำร้องผ่านทางระบบ Nippon Automated Cargo and Port Consolidated System (NACCS) ของประเทศญี่ปุ่น ในแต่ละครั้งของการขนส่งสินค้าทางทะเล และบริษัทเรือก็ต้องยื่นคำร้องในลักษณะเดียวกัน โดยผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามกฎ JP24 จะมีความผิด เป็นโทษปรับเป็นจำนวนเงิน 5,000 ดอลล่าร์สหรัฐ ซึ่งค่าปรับดังกล่าวจะต้องจ่ายก่อนสินค้าจะถึงท่าเรือประเทศญี่ปุ่น หรือมิฉะนั้นสินค้าจะไม่ได้ถูกนำลงจากเรือเพื่อเข้าสู่ประเทศญี่ปุ่น นอกจากนี้ผู้ฝ่าฝืนอาจยังมีโทษอื่นๆ เพิ่มเติมนอกเหนือจากค่าปรับ เช่น โทษจำคุกอย่างน้อย 1 ปี ถึงแม้ว่าโทษดังกล่าวจะรุนแรง แต่มาตรการดังกล่าวถูกกำหนดขึ้นมา วัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการก่อการร้ายในทางระหว่างประเทศ

          นอกจากประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดา และญี่ปุ่นแล้ว ประเทศอื่นๆ ทั่วโลกก็เริ่มให้ความสำคัญกับมาตรการดังกล่าว เช่นสหภาพยุโรป ประเทศจีน (บางท่าเรือ) ประเทศเม็กซิโก ประเทศออสเตรเลีย และประเทศบราซิล เป็นต้น ซึ่งแนวโน้มจะเพิ่มการประกาศใช้มาตรการดังกล่าวในอีกหลายประเทศทั่วโลก เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ

 

หากผู้ส่งออกมิได้ส่งสินค้าไปประเทศปลายทางนั้นๆ เป็นประจำ สภาผู้ส่งออกมีการให้บริการ Service Contract สำหรับแต่ละเส้นทางหรือไม่ อย่างไร ?

ในอดีตทางสภาผู้ส่งออกเคยจัดทำ Service Contract ให้แก่สมาชิกที่มีความสนใจในเส้นทางสหรัฐอเมริกา กับสายเรือ China Shipping (CSCL) แต่การทำ Service Contract ดังกล่าวนั้นไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากมีปริมาณตู้สินค้าที่ใช้บริการผ่าน Contract มีน้อย ไม่มากพอเท่ากับปริมาณตู้ที่ผูกมัด (Commitment) กับสายเรือ ทางสภาผู้ส่งออกจึงยกเลิกโครงการดังกล่าวไป


อย่างไรก็ตามในอนาคตหากปริมาณความต้องการใช้บริการสายเรือภายใต้ Service Contract ของสภาผู้ส่งออกมีมากเพียงพอ สภาผู้ส่งออกอาจนำโครงการดังกล่าวกลับมาพิจารณาจัดทำขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ในเส้นทางที่สมาชิกต้องการ