|
- กลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร
- การหารือเริ่มด้วย ฯพณฯรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าวต้อนรับฝ่ายญี่ปุ่น และให้ข้อคิดเห็นว่า JTEPA ไม่มีความหมายถ้าหากนักธุรกิจทั้งสองฝ่ายไม่สานต่อให้เห็นผลเป็นรูปธรรม รัฐบาลไทยเองให้ความสำคัญกับการส่งออกสินค้าอาหารมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราให้ความสนใจเป็นพิเศษในเรื่องของคุณภาพสินค้า food safety เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค ขอให้ฝ่ายญี่ปุ่นไว้วางใจในเรื่องนี้ได้ หลังจากนั้น ฯพณฯรัฐมนตรีฯ ขอให้ฝ่ายญี่ปุ่นหยิบยกปัญหาที่ต้องการจะหารือเพื่อที่ฝ่ายไทยจะได้หาทางแก้ไขต่อไป
- Mr.Watanabe, Vice Chairman of Japan Import of Poultry Association แสดงความยินดีที่ไทยและญี่ปุ่นได้มีการลงนามใน JTEPA มีการเสนอข่าวในสื่อญี่ปุ่นมากมายเข้าใจว่าในเมืองไทยก็คงเช่นกัน อย่างไรก็ตามยังมีข้อสงสัยอีก 2-3 ประเด็น คือตามข้อตกลง JTEPA จะมีการเปิดตลาดไก่สดใน 5 ปี และสิ่งที่ต้องระวังก็คือในเรื่องของ Bird Flu สำหรับไก่แปรรูป ซึ่งจะมีการลดภาษีจาก 3% ภายในเวลา 5 ปี ฝ่ายญี่ปุ่นต้องการทราบขั้นตอนการลดภาษีว่าลดอย่างไรในแต่ละปี
- ฯพณฯรัฐมนตรีฯ ได้ตอบข้อกังวลดังกล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยยังไม่พบการระบาดของ Bird Flu แต่เราก็เฝ้าระวังตลอดเวลา สำหรับการลดภาษีไก่แปรรูป ฯพณฯ ขอให้รองอธิบดีวินิจฉัยฯ เป็นผู้ให้รายละเอียด ซึ่งพอสรุปได้ดังนี้คือ การลดจะเป็นการลดแบบ linear ในปีที 1, 3 และ 5 (ปีละ 3% เท่าๆ กัน) โดยจะเริ่มประมาณเดือนตุลาคม หลังจากที่สภาไดเอะให้การรับรอง JTEPA ก่อน
- Mr.Kimura จากสมาคมนำเข้าอาหารแช่เยือกแข็งญี่ปุ่น ได้อธิบายว่ามีแนวโน้มที่จะมีการนำเข้าอาหารแปรรูปแช่แข็งมากยิ่งขึ้น เช่น กุ้ง ปลา ชุบแป้ง โดยอาจเพิ่มขึ้นถึง 2-3 เท่า ขณะนี้ การนำเข้าของอาหารแช่เยือกแข็งจากประเทศไทยก็มีสัดส่วนถึง 30% จากการนำเข้าอาหารแช่เยือกแข็งของญี่ปุ่นอยู่แล้ว อีกแหล่งหนึ่งที่มีการนำเข้าในปริมาณมากก็คือประเทศจีน สำหรับผักแช่เยือกแข็งมีการนำเข้าเพิ่มขึ้นถึง 30% แต่ก็เป็นเพียง 4% ของการนำเข้าทั้งหมด ดังนั้นประเทศไทยจึงเป็นแหล่งนำเข้าที่สำคัญมากของญี่ปุ่น สมาชิกของสมาคมมีโรงงานในต่างประเทศด้วย และมีอยู่ในประเทศไทย 7 ราย ญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับเรื่องของ food safety มากแต่น่าเสียดายที่โรงงานในประเทศไทยได้รับการรับรองในเรื่องนี้เพียงไม่กี่ราย
นอกจากนี้ประเด็นที่เป็นที่กังวลอีกก็คือการสูงค่าของค่าเงินบาท ซึ่งส่งผลกระทบต่อการนำเข้าอาหารจากไทยเป็นอย่างมาก และยังมีประเด็นของขั้นตอนพีธีการศุลกากร การตรวจวัตถุดิบ ขั้นตอนการตรวจสอบ แม้กระทั่ง บริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนก็ต้องมีการตรวจสอบอย่างเข้มงวด ฝ่ายญี่ปุ่นต้องการให้มี One Stop Service รวมทั้งต้องการรับทราบข้อมูลเกี่ยวกับการผลิตและการกระจายสินค้าอาหารแช่เยือกแข็ง ปัญหาสุดท้ายคือปัญหาแรงงานเด็ก ซึ่งกฎหมายไม่อนุญาตให้ทำงานล่วงเวลาได้ ต้องการจะเห็นความยืดหยุ่นในเรื่องนี้
- ฯพณฯ รัฐมนตรีฯ รับที่จะช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ให้โดยสำหรับเรื่องค่าเงินบาท ได้แนะนำว่าควรจะมีการค้าขายในรูปของเงินเยนด้วย สำหรับเรื่อง One Stop Service เรื่องข้อมูลทางกระทรวงพาณิชย์ได้พยายามดำเนินการมาโดยตลอด และในเรื่องของแรงงานมีมาตรฐานสากลอยู่คงต้องมาศึกษาดูในรายละเอียด
คุณไพบูลย์ฯ ในฐานะของผู้แทนจากกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งวันนี้มีผู้แทนจากสมาคมผู้ส่งออกไก่สมาคมอาหารสำเร็จรูปและสมาคมอาหารแช่เยือกแข็ง ต้องการสร้างความมั่นใจให้กับฝ่ายญี่ปุ่นว่าในประเทศไทยได้มีการยกระดับสุขอนามัยทางด้านอาหารมาระดับหนึ่งแล้ว และสิ่งที่ต้องการจะเห็นก็คือการนำเข้าอาหารกึ่งสำเร็จรูปรวมทั้งส่วนผสม (ingredients) ต่างๆ จากประเทศไทยมากขึ้น คุณพจน์ฯ นายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็ง ได้เน้นว่าในเรื่องของสุขอานามัย มีโรงงานอาหารแช่เยือกแข็งกว่า 800 โรงงานที่ได้รับการรับรองจากกรมประมง ซึ่งได้รับการยอมรับจากทางศุลกากรญี่ปุ่นแล้วสำหรับการนำเข้าวัตถุดิบเพื่อมาผลิตในประเทศไทยนั้น มีการเข้มงวดในเรื่องของสารตกค้างและสาร anti- biotic เพราะถ้าไม่ผ่านการตรวจก็ไม่สามารถนำมาผลิตเพื่อการส่งออกได้เช่นกัน หวังว่าภาคเอกชนจะร่วมมือกันเต็มที่เพื่อให้ JTEPA เกิดประโยชน์อย่างจริงจัง จึงอยากเชิญชวนให้ฝ่ายญี่ปุ่นย้ายฐานการผลิตมาอยู่ที่ประเทศไทย
ฯพณฯ รัฐมนตรีฯ กล่าวสรุปว่าสาระสำคัญของ JTEPA ก็คือต้องการให้ภาคเอกชนร่วมมือกันเต็มที่หากมีอะไรที่ต้องการให้ภาครัฐเข้าไปช่วยเหลือสนับสนุนก็ยินดีจะช่วย เพื่อให้ JTEPA บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้
- กลุ่มสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม
ฯพณฯ รัฐมนตรีฯ กล่าวให้ผู้ประกอบการชาวญี่ปุ่นว่า JTEPA จะทำให้อุตสาหกรรมขยายตัวมากขึ้น Mr.Maeda ประธานสมาคมสิ่งทอญี่ปุ่น กล่าวแสดงความขอบคุณที่มีโอกาสได้สร้างความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น หลังจากการยกเลิกโควตาสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มตั้งแต่ปี 2548 ก็มีการทำสัญญาระหว่างจีน, ยุโรป และอเมริกา ดังนั้นการมี JTEPA จะส่งผลดีอย่างแน่นอนระหว่างไทยและญี่ปุ่น นอกจากนี้ปีนี้เป็นปีที่ 120 ของความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น และราชวงศ์ของทั้งสองประเทศก็มีความใกล้ชิดกัน บริษัทญี่ปุ่นที่ไปลงทุนในประเทศไทยในช่วงแรกๆ ได้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจไทย Mr.Maeda รับหน้าที่เป็นประธานใน Japan-Thailand Economic Cooperation ซึ่งได้ส่งเสริมสนันสนุนการดำเนินงานของสมาคมส่งเสริมเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น (สสท.) มานานกว่า 30 ปี จนกระทั่งปัจจุบัน สสท.ได้มีการปรับเปลี่ยนขึ้นเป็นสถาบันการศึกษาไทย-ญี่ปุ่น และในปีนี้เป็นปีมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะมีพระชนมายุครบ 80 ปีพรรษา ประจวบเหมาะกับการครบรอบความสัมพันธ์ทางการฑูตไทย-ญี่ปุ่น 120 ปี ตนเองก็หวังว่าประเทศทั้งสองจะมีความใกล้ชิดยิ่งขึ้น สำหรับการพบปะและประชุมร่วมกันในวันนี้ ตนเองเชื่อว่าจะเป็นการสร้างความเข้าใจกันมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่ความร่วมมือระหว่างกันมากยิ่งขึ้น
- ฯพณฯ รัฐมนตรีฯ ทราบว่าแต่ละท่านต่างก็เป็นผู้นำอยู่ในวงการและมีความสัมพันธ์กับประเทศไทยมานานดังนั้นหากท่านใดจะเสนออะไรก็ยินดี
- คุณเจน นำชัยศิริ นายกสมาคมผู้ผลิตเส้นใยสังเคราะห์ไทย ได้เสริมว่าการลงนาม JTEPA เป็นก้าวสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมสิ่งทอของทั้งสองประเทศ อย่างไรก็ตามถ้าจะให้ JTEPA ก้าวต่อไปภาคเอกชนทั้งสองฝ่ายต้องร่วมมือกัน อุตสาหกรรมสิ่งทอนับเป็นอุตสาหกรรมที่มีการเจรจาอย่างลึกซึ้งรายการหนึ่ง ทำให้กรอบความร่วมมือที่ตกลงกันมีความชัดเจนและสามารถแบ่งความร่วมมือออกได้เป็น 2 ลักษณะคือ ความร่วมมือทั้งเชิงพาณิชย์และความร่วมมือเชิงเทคโนโลยี ภาคเอกชนไทยหวังว่าจะมีการดำเนินการตามความตกลงที่มี โดยเฉพาะการตั้งคณะทำงานติดตามความคืบหน้าในความร่วมมือ ฝ่ายไทยเองหวังว่าคณะทำงานจะมีความคืบหน้าโดยเร็ว มีการพบปะหารือการเยี่ยมชมโรงงานกันภายในปีนี้ ฝ่ายไทยมีความยินดีและความพร้อมในการจัดตั้งคณะทำงานและเร่งการหารือโดยเร็ว หวังว่าฝ่ายญี่ปุ่นมีความพร้อมเช่นกัน
Mr.Maeda กล่าวตอบในเรื่องของการจัดตั้งคณะทำงาน ทางสมาคมฝ่ายญี่ปุ่นจะรับดำเนินการและแจ้งรายชื่อคณะทำงานฝ่ายญี่ปุ่นให้ฝ่ายไทยได้ทราบเร็ว หลังจากนั้นได้เชิญอุปนายกสมาคมฝ่ายญี่ปุ่นแสดงความคิดเห็นในฐานะที่มีบทบาทสำคัญในการจัดทำข้อตกลง JTEPA อุปนายกสมาคมได้กล่าวเสริมว่าข้อตกลง JTEPA จะยังไม่มีผลในทันทีแต่ก็ขอแสดงความยินดีกับทั้งสองฝ่ายทีสามารถสรุปข้อตกลงได้หลังจากการคุยกันมานานหลายรอบ การประชุมครั้งนี้ขอให้เป็นทางเริ่มต้นที่ดี
- ผู้แทนสมาคมผู้ผลิตเส้นไหมและเส้นใยสังเคราะห์ญี่ปุ่น ได้กล่าวขอบคุณฝ่ายไทยที่ให้การต้อนรับอย่างดีและได้นำเสนอปัญหาของใยสังเคราะห์ซึ่งมีราคาสูงขึ้นมากเนื่องจากเป็นวัตถุดิบจากผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี ซึ่งขณะนี้มีราคาสูงมากทำให้วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตใยสังเคราะห์สูงขึ้น ดังนั้นจึงอยากทราบรัฐบาลไทยมีนโยบายในการแก้ปัญหานี้อย่างไร
- คุณพงษ์ศักดิ์ อัสสกุล ได้เสนอว่าสิ่งที่ควรจะเป็นมีอยู่ 2 เรื่องด้วยกันคือ การเปิดตลาดและความร่วมมือทางวิชาการ คุณพงษ์ศักดิ์ฯ ได้ถือโอกาสเชิญผู้แทนฝ่ายญี่ปุ่นเยี่ยมชมงานสินค้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไทย เดือนกันยายน ศกนี้ ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับความร่วมมือทางวิชากร ฝ่ายไทยจะจัดคณะมาเยี่ยมชมโรงงานในญี่ปุ่นประมาณเดือนพฤศจิกายนหรือธันวาคม ในช่วงของการประชุม Thai Japan Business Forum
- ฯพณฯ รัฐมนตรีฯ เสนอว่าไม่ควรต้องรอถึงเดือนพฤศจิกายนหรือธันวาคมแต่คงต้องทำงานเลย โดยขอให้ยึดคือการทำงานแบบ 3s คือ smart , speed และ success นอกจากนี้ฯฯพณฯ รัฐมนตรีฯ ได้ตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่องพลังงานว่า รัฐบาลมีนโยบายที่จะใช้พลังงานทดแทนไม่ว่าจะเป็น bio diesel, bio mass ซึ่งจะมีผลต่ออุตสาหกรรมในเร็วๆ นี้
- Mr.Fuji นายกสมาคมทอฝ้ายและเส้นใยอื่นๆ ได้กล่าวว่าขณะนี้อุตสาหกรรมสิ่งทอมีความลำบากเพราะต้นทุนสูงขึ้นในทุกๆ ด้าน อย่างไรก็ตามพร้อมที่จะไปชมงานนิทรรศการของไทยในเดือนกันยายน ศกนี้
- Mr.Otsuka นายกสมาคมผู้นำเข้าสิ่งทอญี่ปุ่น ได้กล่าวว่าทางสมาคมมีความร่วมมือกับฝ่ายไทยมาโดยตลอด การลงนามใน JTEPA จะเป็นการสร้างโอกาสในอนาคตตนเองและสมาชิกสมาคมจะพยายามให้ความร่วมมือด้วยดีเพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด
- กลุ่มอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ
- ฯพณฯ รัฐมนตรีฯ กล่าวต้อนรับผู้แทนสมาคมอัญมณีและเครื่องประดับญี่ปุ่น และกล่าวว่าตลอด 20 ปีที่ผ่านมาอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับได้เจริญเติบโตขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง คิดว่าประเทศไทยดำเนินการมาในทิศทางที่ถูกต้องแล้ว หลังจากการลงนาม JTEPA ก็จะทำให้อุตสาหกรรมยิ่งโตขึ้นอีก ซึ่งอย่างไรก็ตามก็ขึ้นอยู่กับความร่วมมือของภาคเอกชนทั้งสองฝ่ายด้วย ความร่วมมือนี้นอกจากความเป็นหุ้นส่วนระหว่างกันยังรวมถึงความร่วมมือทางวิชากร วันนี้จึงอยากจะเห็นภาคเอกชนทั้งสองฝ่ายหารือกันว่าจะมีแผนใช้ประโยชน์จาก JTEPA อย่างไร ทำให้ข้อตกลงมีผลเป็นรูปธรรม
- Mr.Kuwayama นายกสมาคมอัญมณีญี่ปุ่นได้กล่าวว่าตนเองรู้สึกมีความยินดีที่ได้มีโอกาสพบกับ ฯพณฯรัฐมนตรีฯ หลังจากนั้นได้แนะนำสมาคมว่าเป็นองค์กรที่ทำธุรกิจครบวงจรตั้งแต่เป็นผู้ผลิต ผู้นำเข้าและผู้ค้าปลีกและผู้ค้าส่ง สมาชิกของสมาคมมีมูลค่าการนำเข้า-ส่งออกถึงร้อยละ 85 ของการนำเข้า-ส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับของญี่ปุ่น สมาชิกบางส่วนมีความยินดีในการลงนาม JTEPA แต่สมาชิกบางส่วนมีความหนักใจ ตัวเองผมเองคิดว่า JTEPA น่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า อย่างไรก็ตามผมเป็นว่าการเพิ่มยอดขายของอุตสาหกรรมมีขึ้นอยู่กับการสร้างความไว้วางใจให้ผู้บริโภคต้องชี้แจงให้บริโภคเกิดความไว้วางใจ นอกจากนั้นยังมีประเด็นเรื่อง blue sapphire ซึ่งขณะนี้มีหน่วยงาน 4 หน่วยงานในญี่ปุ่นที่ทำงานร่วมกับฝ่ายไทย ตนเองหวังว่าวันนี้จะเป็นการเริ่มต้นของการหารือทั้งในเชิงลึกและเชิงกว้าง
- ฯพณฯ รัฐมนตรีฯ ได้อธิบายเพิ่มเติมว่าภาครัฐได้กำหนดกติกาภายใต้ JTEPA แล้วดังนั้นต่อไปก็ขึ้นอยู่กับท่านทั้งหลายที่จะนำไปสู่สิ่งที่คาดหวังและวิธีที่ดีที่สุดก็คือการคุยกันและทำความรู้จักกันให้มากที่สุด ฝ่ายเอกชนไทยพร้อมที่จะเชิญฝ่ายญี่ปุ่นคุยกันในประเทศไทย
- คุณพรสิทธิ ได้กล่าวขอบคุณสมาคมอัญมณีญี่ปุ่นและได้ยืนยันว่ามีความพร้อมที่จะต้อนรับฝ่ายญี่ปุ่นเพราะได้มีความร่วมมือมากว่า 4 ปี ในเรื่องของ blue sapphire ฝ่ายไทยได้เปิดเผยข้อมูลแล้ว และถ้าเป็นพลอยร่วงฝ่ายญี่ปุ่นตกลงที่จะไม่มีการเรียกเก็บภาษีนำเข้าอยู่แล้ว JTEPA เป็นประโยชน์กับ อัญมณีสำเร็จรูปและหวังว่าจะมีการค้าระหว่างกันมากขึ้น อย่างไรก็ตามฝ่ายไทยต้องการที่จะได้ข้อมูลด้านการตลาดจากฝ่ายญี่ปุ่น ขอให้ฝ่ายญี่ปุ่นให้ความร่วมมือด้วย
- ฯพณฯ รัฐมนตรีฯ ขอให้ทั้งสองฝ่ายสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างกันและ JTEPA จะมีผลก็เมื่อสภาญี่ปุ่นฯ พิจารณาให้ความเห็นชอบ สำหรับฝ่ายไทยเป็นเพียงแค่ขั้นตอนทางด้านศุลกากรเท่านั้น
- Mr.Kuwayama ได้เสนอแนะว่าข้อเสนอแนะสำหรับตลาดญี่ปุ่นก็คือการให้ข้อมูลที่ถูกต้องแท้จริงเช่นเป็นของแท้หรือสังเคราะห์ ฝ่ายญี่ปุ่นยอมรับได้
- ฯพณฯ รัฐมนตรีฯ ได้ให้ความมั่นในกับฝ่ายญี่ปุ่นโดยขอให้ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นประธานสถาบันวิจัยอัญมณี ได้อธิบายในบทบาทของสถาบัน ซึ่งมุ่งเน้นที่การสร้างความน่าเชื่อถือให้อัญมณีไทยการเปิดเผยข้อมูลและการรับรองมาตรฐานในอดีตที่ผ่านมาปลัดกระทรวงพาณิชย์ก็เคยถูกฟ้องศาลเพราะบังคับให้ผู้ส่งออกแจ้งมาตรฐานส่งออกที่ถูกต้อง ทำให้ตนเองต้องถูกฟ้องร้องแต่ก็ชนะคดีมาจนได้
- Mr.Kuwamayama ขอบคุณฝ่ายไทยที่ให้คำตอบที่น่าพอใจมาก และก็ชมว่าเมืองไทยเป็นเมืองที่น่าอยู่
- ฯพณฯ รัฐมนตรีฯ กล่าวขอบคุณผู้เข้าร่วมหารือทุกฝ่ายและหวังว่าจะพบกันในเมืองไทยเพื่อสานต่อวัตถุประสงค์ JTEPA ต่อไป
--------------------------------------------
|