|
International Trade & Early Warning - 7 July 2010 |
|
|
|
กฏหมายสวัสดิภาพไก่เนื้ออียูบังคับใช้แล้ว
เมื่อเดือนมีนาคม 2543 คณะกรรมาธิการยุโรปได้มีมติยอมรับกฎระเบียบของคณะกรรมาธิการวิทยาศาตร์ด้านสวัสดิภาพและสุขภาพสัตว์ ว่าด้วยสวัสดิภาพไก่เนื้อ ซึ่งกฎหมายนี้จะมีผลบังคับใช้ในปี 2553 กฎระเบียบว่าด้วยเรื่องสวัสดิภาพไก่เนื้อฉบับนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2550 แล้ว และบังคับใช้เป็นกฎหมายแห่งชาติภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2553 กฎหมายนี้บังคับใช้กับไก่เนื้อเท่านั้น แต่มีข้อยกเว้นให้กับฟาร์มที่มีไก่น้อยกว่า 500 ตัว ฟาร์มเพาะพันธุ์ไก่ โรงฟักไข่ และฟาร์มเลี้ยงไก่โดยปล่อยอิสระ ซึ่งกฎหมายนี้ระบุให้ฟาร์มเลี้ยงไก่ต้องจัดตั้งที่ใส่น้ำดื่ม บริเวณให้ไก่สามารถเดินเล่นได้ (Litter) เครื่องระบายอากาศและความร้อน เสียงรบกวน และการจัดการคุณภาพอากาศและสุขอนามัย ซึ่งกฎหมายนี้กำหนดความหนาแน่นของพื้นที่การเลี้ยงสูงสุดอยู่ที่ 33 กิโลกรัมน้ำหนักไก่ต่อตารางเมตร ทั้งนี้ หากเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่นำมาตรการเพิ่มเติมมาใช้จะได้รับอนุญาตให้เพิ่มความหนาแน่นของพื้นที่การเลี้ยงไปอยู่ที่ 39 กิโลกรัมน้ำหนักไก่ต่อตารางเมตร โดยต้องจัดการระบบบริหารและรายงานการเพิ่มความหนาแน่นของพื้นที่ให้กับกระทรวงเกษตรทราบ นอกจากนี้ หากเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่นำหลักปฏิบัติด้านการผลิตที่ดี (GMP) มาใช้และสามารถลดอัตราการตายของไก่ได้ สามารถเพิ่มความหนาแน่นของพื้นที่ได้ถึง 42 กิโลกรัมน้ำหนักไก่ต่อตารางเมตร
ที่มา : World Poultry
สมาชิกสภาสหรัฐร่วมร้องเรียน USDA ระงับ GMO Alfalfa
เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2553 สมาชิกสภาสหรัฐฯ 56 ราย ได้ยื่นหนังสือต่อนาย Tom Vilsack รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรฯ (USDA) เพื่อคัดค้านการยกเลิกการระงับปลูกพืช GMO Alfalfa (พืชตระกูลถั่วในยุโรปที่ใช้เลี้ยงสัตว์) ตามที่ศาลฎีกาสหรัฐฯ ตัดสินให้เพิกถอนการระงับการปลูกพืช Alfalfa ของบริษัท Monsanto v. Geertson Seed Company เนื่องจากร่างแถลงการณ์ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (EIS) ของ USDA ระบุว่าไม่มีผลกระทบที่มีนัยสำคัญจากการใช้เมล็ดพันธุ์ที่ตัดแต่งพันธุกรรม (GE) ให้ทนทานต่อวัชพืช ซึ่งขณะนี้จึงขึ้นอยู่กับ USDA ในการแถลง EIS ฉบับสมบูรณ์ ก่อนจะยกเลิกการควบคุมพืช GMO ดังกล่าวอย่างเต็มรูปแบบ ในหนังสือคัดค้านมีการระบุว่าพืช GE Alfalfa อาจมีการแพร่พันธุ์ปนกับพืชดั้งเดิมและพืชอินทรีย์ทำให้เกิดความเสียหายต่ออุตสาหกรรมพืช Alfalfa หรืออุตสาหกรรมนมอินทรีย์ (organic dairy industry) ทั้งนี้ สาเหตุที่ทำให้เกิดการปะปนระหว่างพืช GMO กับพืชดั้งเดิม คือ ระยะทางที่ใกล้ของฟาร์มเพาะปลูก กลยุทธ์การจัดการแมลง การเคลื่อนที่ของผึ้งและแมลงที่ช่วยผสมเกสร ในขณะที่ข้อสรุปของ USDA ระบุว่าไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนในเรื่องนี้จึงมีโอกาสผสมกันได้น้อยมาก ในปัจจุบัน ความต้องการนมอินทรีย์ (organic dairy) มีเพิ่มมากขึ้น โดยมีมูลค่าการจำหน่ายสูงถึง 1.4 พันล้านดอลลาร์ และผู้บริโภคไว้ใจในตรารับรองสินค้าอินทรีย์ของ USDA ซึ่งรวมไปถึงการไม่ปนเปื้อนพืชตัดแต่งพันธุกรรม (GE) หากอนุญาตให้มีการปลูกพืช GMO ตราสินค้าอินทรีย์ของ USDA ก็จะไม่รวมถึงพืชที่ไม่มี GE และผู้บริโภคก็จะไม่ซื้อสินค้าอินทรีย์อีก
ที่มา : Food Safety News
สหรัฐฯ จีนร่วมมือด้านคุณภาพอาหาร
เภสัชตำหรับสหรัฐฯ (USP) ร่วมมือกับสถาบันโภชนาการและอาหารปลอดภัยแห่งชาติของจีน (NINFS) เพื่อจัดทำศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) ในฉบับภาษาจีน เพื่อให้แน่ใจในคุณภาพของส่วนประกอบในอาหาร รวมถึงสีและสารให้กลิ่นรส โดยส่งตัวแทนคือนาย Yan Weixing จาก NINFS และนาย Roger L. Williams กรรมการผู้จัดการของ USP ได้ร่วมกันลงนาม MOU ในข้อตกลงดังกล่าวที่เมืองปักกิ่ง ซึ่งเน้นในเรื่องดังต่อไปนี้ การแลกเปลี่ยนเจ้าหน้าที่ทางวิทยาศาสตร์ของสองประเทศ การแปลมาตรฐานต่างๆ ของ FCC (Food Chemical Codex) เป็นภาษาจีนเพื่อใช้อ้างอิงตามความเหมาะสมกับมาตรฐานสารปรุงแต่งอาหารของจีน ความก้าวหน้าในการพัฒนาและการตรวจสอบวิธีวิเคราะห์และเทคโนโลยี และพัฒนามาตรฐานอ้างอิงเพื่อการวิเคราะห์สารปรุงแต่งอาหารและการระบุส่วนประกอบในอาหาร ร่วมมือในด้านการจัดการฝึกอบรมทางวิทยาศาสตร์ สัมมนาวิชาการ และสัมมนาเชิงปฏิบัติการในหัวข้อที่ทั้งสองประเทศมีความสนใจร่วมกัน พัฒนามาตรฐาน แนวปฏิบัติที่ดีที่สุด และแนวปฏิบัติอื่นๆ เพื่อปรับปรุงในด้านบรรจุภัณฑ์และอาหาร นาย Roger L. Williams กล่าวว่า สารปรุงแต่งอาหารถูกนำใช้มากขึ้น อาทิ สีผสมอาหาร สารกันบูด ซึ่งมีการผลิตทั่วโลก ดังนั้นการตรวจสอบคุณภาพของสารปรุงแต่งอาหารเหล่านี้จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกประเทศ ทั้งนี้ USP ต้องการร่วมทำงานกับ NINFS ในด้านวิทยาศาสตร์และมาตรฐานและจัดกิจกรรมเพื่อให้ได้อาหารที่มีคุณภาพดีขึ้นและส่งผลดีต่อประชากรของทั้ง 2 ประเทศ และทั่วโลก การลงนาม MOU นี้จะส่งผลให้เกิดการร่วมมือระหว่างที่ปรึกษาฝ่ายบริหารเพื่อจัดตั้งกลุ่มทำงานที่จะสำรวจและจัดลำดับกิจกรรมที่จะมีขึ้นในอนาคต
ที่มา : Food Product Design
|