|
International Trade & Early Warning - 30 October 2009 |
|
|
|
|
International Trade & Early Warning - 30 October 2009 |
ออสเตรเลียไฟเขียวเนื้อวัวนำเข้า
ในปี 2544 ออสเตรเลียได้ระงับการนำเข้าเนื้อวัวทุกชนิดจากประเทศที่พบว่ามีการระบาดของโรควัวบ้า (BSE) ปัจจุบันออสเตรเลียได้ทำการประเมินความเสี่ยงของเนื้อวัวนำเข้าพบว่าไม่มีอันตรายต่อสุขภาพแต่อย่างใด ทำให้ออสเตรเลียอนุญาตให้นำเข้าเนื้อวัวจากประเทศที่เคยมีกรณีพบโรควัวบ้า โดยประเทศที่ประสงค์จะส่งออกเนื้อวัวไปยัง ออสเตรเลียจะต้องแสดงให้เห็นว่ามีระบบการป้องกันการระบาดของโรควัวบ้า ทั้งนี้ การอนุญาตครั้งนี้จะเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2553 เป็นต้นไป
นอกจากนี้ นาย Tony Burke รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรออสเตรเลีย ยืนยันว่า การอนุญาตให้นำเข้าเนื้อวัวนั้น จะไม่กระทบต่อมาตรฐานอาหารของออสเตรเลีย ซึ่งได้ระบุว่าเนื้อวัวและผลิตภัณฑ์จะต้องปราศจากโรควัวบ้า โดยมาตรฐานดังกล่าวจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงและจะมีผลบังคับใช้ดังเดิม
(ที่มา : AP-Food Technology)
อียูออกกฎเพิ่มรายชื่อสารที่ให้คุณค่าทางโภชนาการ
เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2552 คณะกรรมาธิการยุโรปได้ประกาศกฎระเบียบกลางว่าด้วยบัญชีรายชื่อสารที่สามารถใส่ในสินค้าอาหารเพื่อเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ เพื่อให้มีความสอดคล้องกับเทคโนโลยีและความปลอดภัยของผู้บริโภคในปัจจุบัน ระเบียบนี้ครอบคลุมเฉพาะสินค้าอาหาร 2 ประเภท คือ อาหารประเภทโภชนาการบำบัด และ อาหารสำหรับผู้ป่วยที่ต้องได้รับการรักษาและดูแลทางการแพทย์เป็นกรณีพิเศษ โดยแยกออกเป็น 6 ประเภท ได้แก่ วิตามิน แร่ธาตุ กรดอะมิโน คาร์นิตีนและทอริน นิวคลีโอไทด์ และ โคลีนและไอโนซิทอล
หลักการทั่วไปของกฎระเบียบดังกล่าวได้ผ่านการพิจารณาเห็นชอบจาก EFSA ด้วยแล้ว จึงถือเป็นการยกเลิกกฎระเบียบเดิม 2 รายการ ได้แก่ Directive 2001/15/EC และ Directive 2004/6/EC ตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2552 เป็นต้นไป
กฎระเบียบใหม่นี้จะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในประเทศสมาชิกทั้ง 27 ประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 การบังคับใช้กฎระเบียบดังกล่าวส่งผลให้สหภาพยุโรปยกเลิกการใช้กฎระเบียบเดิม 2 ฉบับ คือ Directive 2001/15/EC และ Directive 2004/6/EC โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2552 เป็นต้นไป
(ที่มา : สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป)
อียู-แคนาดา เริ่มเจรจา FTA
สหภาพยุโรปและแคนาดาเดินหน้าเจรจารอบแรกเพื่อจัดทำ FTA ในรูปของ Comprehensive Economic Partnership Agreement (CETA) ระหว่างวันที่ 19-23 ตุลาคม 2552 ที่กรุงออตาวา แคนาดา
การเจรจาดังกล่าวครอบคลุมทุกเรื่องรวมถึงการค้าและการลงทุน และ กรอบการเจรจาครั้งนี้จะกว้างกว่า FTA ของสหภาพยุโรปกับเกาหลี ทั้งนี้ สหภาพยุโรปกับแคนาดายังมีกำหนดเจรจาFTA กันอีก 4 รอบ ในช่วง 12 เดือนข้างหน้าเพื่อที่จะสรุปผลให้ได้ภายในปี 2554 โดยฝ่ายสหภาพยุโรป ต้องการใช้ความตกลงกับสวิตเซอร์แลนด์เป็นแม่แบบในการเจรจากับแคนาดาเพื่อเป็นหลักประกันว่าจะมีการเปิดตลาดการจัดซื้อภาครัฐแก่ทั้งสองฝ่าย ซึ่งผู้นำระดับรัฐของแคนาดาให้การสนับสนุนเป็นอย่างดีเนื่องจากการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐของแคนาดาส่วนใหญ่อยู่ที่ระดับรัฐบาลท้องถิ่น ดังนั้น การเข้ามามีส่วนร่วมของรัฐบาลท้องถิ่นจึงทำให้ฝ่ายสหภาพภาพ มั่นใจว่าการเจรจาจะประสบความสำเร็จ
(ที่มา : คณะผู้แทนไทยประจำประชาคมยุโรป)
|