Thai English 
banner1_bg.jpg

 

 
 
 
 
 
 
Taiwantrade
 
 
 
 

Member Login

ชื่อผู้ใช้

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
ยังไม่ได้ลงทะเบียน? ลงทะเบียนใหม่

Who's Online

ขณะนี้มี 14092 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

Newsletter






International Trade & Early Warning - 29 October 2009 พิมพ์ ส่งเมล

 

International Trade & Early Warning - 29 October 2009

 

• ออสเตรเลียดันผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมลดคาร์บอน
รัฐบาลออสเตรเลียวางแผนให้ผู้ประกอบการด้านอาหารร่วมโครงการลดมลภาวะคาร์บอน (CPRS) ซึ่งอุตสาหกรรมอาหารถือเป็นภาคอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดในประเทศที่สร้างมูลค่าประมาณหนึ่งแสนล้านดอลลาร์ออสเตรเลียต่อปี
ปัจจุบันรัฐบาลออสเตรเลียกำลังควบคุมปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนในประเทศ หากบริษัทเอกชนใดต้องการปล่อยก๊าซคาร์บอนเพื่อใช้ในการประกอบธุรกิจ จะต้องซื้อหรือได้รับใบอนุญาตเพื่อแสดงสิทธิในการปล่อยก๊าซคาร์บอนตามปริมาณที่กำหนดไว้
อย่างไรก็ตาม สมาพันธ์อาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคออสเตรเลีย (ACFG) ได้เตือนว่า โครงการดังกล่าวทำให้ต้นทุนพลังงานเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อราคาอาหารและค่าใช้จ่ายในครัวเรือนของชาวออสเตรเลียซึ่งในที่สุดก็เป็นเหมือนการผลักดันให้ผู้บริโภคหันไปซื้อสินค้านำเข้าที่มีราคาถูกกว่า นอกจากนี้ยังคาดว่าราคาอาหารในประเทศจะเพิ่มขึ้นถึง 5% ทำให้ภาคอุตสาหกรรมอาหารในประเทศเสียหาย และกระทบต่อการจ้างงานในที่สุด
ทั้งนี้ รัฐบาลออสเตรเลียวางแผนจะเริ่มใช้ CPRS ในปี 2554 ผู้ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนรายใหญ่จะต้องได้รับใบอนุญาตเพื่อลดระดับการปล่อยก๊าซคาร์บอน และคาดว่าจะไม่รวมภาคเกษตรกรรมไว้ในCPRS อย่างน้อยถึงปี 2558 โดยให้เหตุผลว่าดินและการทำเกษตรกรรมสามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนได้
(ที่มา : AP- Food Technology)

 

• EFSA เสนอลดระดับค่าการปนเปื้อนสาร Inorganic Arsenic ในอาหาร
ผู้ประกอบการอาหารต้องจับตาการกำหนดระดับค่าสารหนูอนินทรีย์ (Inorganic Arsenic) ปนเปื้อนในส่วนประกอบอาหารและผลิตภัณฑ์ หลังคณะกรรมการหน่วยงานด้านความปลอดภัยอาหารสหภาพยุโรป (EFSA) ระบุว่า ควรลดระดับค่ามาตรฐานการปนเปื้อนของ Inorganic Arsenicในอาหาร
การที่ EFSA ประเมินความเสี่ยงด้านสุขภาพของการปนเปื้อนสาร Inorganic Arsenic ในอาหารครั้งนี้ เพราะปัจจุบันยังไม่มีการกำหนดค่ามาตรฐานกลางสำหรับ 27 ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป แม้ว่าก่อนหน้าคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญว่าด้วยวัตถุเจือปนอาหาร (JECFA) ได้ออกข้อกำหนดชั่วคราวเกี่ยวกับปริมาณการบริโภค Inorganic Arsenic สูงสุดไม่เกิน 15 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัมต่อสัปดาห์ แต่คณะกรรมการ EFSA เชื่อว่าปริมาณดังกล่าวไม่เหมาะสมและควรจะปรับลด เนื่องจากสาร Inorganic Arsenic ซึ่งพบได้ในน้ำใต้ดินนั้นมีพิษมากกว่าสารหนูอินทรีย์ (Organic Arsenic) และทำให้เกิด อาการโรคผิวหนัง มะเร็ง อาการทางประสาท โรคหัวใจ ความผิดปกติของระบบการเผาผลาญกลูโคส และ โรคเบาหวาน
จากการประเมินความเสี่ยงของ EFSA พบว่าสินค้ากว่า 100,000 ตัวอย่าง มีสารหนูปนเปื้อนซึ่งเป็นอันตรายต่อมนุษย์โดยพบมากที่สุดในสินค้าจำพวกปลาและอาหารทะเล ผลิตภัณฑ์สาหร่าย และซีเรียลและธัญพืช ทั้งนี้ ปริมาณของสารหนูจะขึ้นอยู่กับกระบวนการผลิตอาหาร อุณหภูมิ และเวลา รวมไปถึงปริมาณของน้ำที่ใช้ในการเตรียมอาหารด้วยเช่นกัน  
คณะกรรมาธิการยุโรป จะนำผลการวิจัย และข้อเสนอของ EFSA มาพิจารณาปรับใช้สำหรับการกำหนดแผนปฏิบัติงานกำหนดค่าสารปนเปื้อนในอาหารต่อไป
(ที่มา : Food Navigator)


 
• อียูผ่อนปรนระเบียบนำเข้าเนื้อวัวบราซิล
Roberto Giannetti da Fonseca ประธานสมาคมผู้ส่งออกบราซิลได้ออกมาเปิดเผยหลังการประชุมร่วมกับเจ้าหน้าที่สหภาพยุโรป ณ กรุงบรัสเซลส์ ว่า สหภาพยุโรปได้ผ่อนปรนกฎระเบียบให้แก่ผู้ส่งออกเนื้อวัวบราซิลตามโควต้าเนื้อวัว Hilton ทำให้โรงชำแหละของบราซิลสามารถส่งออกเนื้อวัว และทำกำไรได้มากขึ้น
สหภาพยุโรปอนุญาตให้บราซิลสามารถส่งออกเนื้อวัวที่ถูกเลี้ยงแบบจำกัดบริเวณได้ โดยจะต้องผ่านการรับรองว่าวัวที่จะส่งออกนั้นไม่มีโรควัวบ้าและอาหารที่เลี้ยงนั้นมีส่วนผสมของถั่วเหลืองและรำข้าวโพด ทั้งนี้ การอนุญาตดังกล่าวเป็นการเพิ่มเติมจากกฎระเบียบเดิมที่ให้บราซิลส่งออกมาได้เฉพาะวัวที่เลี้ยงตามทุ่งหญ้าเท่านั้น
อนึ่ง โควต้าเนื้อวัว Hilton คือ โควต้าของเนื้อวัวสด เนื้อวัวรมควัน และ เนื้อวัวแช่แข็ง ปริมาณกว่า 58,100 ตัน ที่มีคุณภาพสูง ซึ่งโควต้าดังกล่าวรวมอยู่ในภาษี MFN (Most favoured Nation) ของสหภาพยุโรป ประเทศผู้ส่งออกเนื้อวัวดังกล่าวคือ อาร์เจนตินา บราซิล ปารากวัย สหรัฐฯ แคนาดา ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ โดยอาร์เจนตินาครอบครองปริมาณโควต้ามากที่สุด คือ 28,000 ตัน
ทั้งนี้ เมื่อปลายเดือนพฤษภาคม 2552 บราซิลได้โควต้าจากสหภาพยุโรปเป็น 2 เท่า โดยเพิ่มจาก 5,000 ตัน เป็น 10,000 ตัน ซึ่งถือเป็นการชดใช้ค่าเสียหายหลังจากที่โรมาเนียและบัลแกเรียได้ระงับการนำเข้าเนื้อวัวจากบราซิล
(ที่มา : Meat Trade News Daily)


< ก่อนหน้า   ถัดไป >
สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย
1168/97 อาคารลุมพินีทาวเวอร์ ชั้น 32 โซน C  ถนนพระราม 4 แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร  กทม. 10120
Tel. : 66 2 679-7555 ,    Fax. : 66 2 679-7500-1  
Thai National Shippers' Council Copyright © 2005 TNSC All Rights Reserved.