Thai English 
banner4_bg.jpg

 

 
 
 
 
 
 
 
Taiwantrade
 
 

Member Login

ชื่อผู้ใช้

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
ยังไม่ได้ลงทะเบียน? ลงทะเบียนใหม่

Who's Online

ขณะนี้มี 6166 บุคคลทั่วไป ออนไลน์ และ 1 สมาชิก ออนไลน์

Newsletter






International Trade & Early Warning - 22 October 2009 พิมพ์ ส่งเมล

 

 

International Trade & Early Warning - 22 October 2009

 

 

• ครม.อุ้มผู้เพาะเลี้ยงกุ้งทะเลรายย่อยซื้อดีเซลถูกกว่า 2 บาทต่อลิตร
ครม.ไฟเขียวช่วยเหลือน้ำมันผู้เลี้ยงกุ้งทะเลรายย่อย เตรียมดึงเงินคชก.กว่า 1 พันล้านหนุน
นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2552 เห็นชอบโครงการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งรายย่อยในราคาต่ำกว่าน้ำมันดีเซลบี 5 ในอัตราลิตรละ 2 บาท ในปริมาณน้ำมัน 12 ล้านลิตร เป็นระยะเวลา 12 เดือน นับตั้งแต่วันที่เริ่มจำหน่ายน้ำมันในโครงการ
ส่วนเงินที่จะนำมาชดเชยส่วนต่างราคาน้ำมันนั้น ให้นำเงินมาจากคณะกรรมการนโยบาย และมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) สำหรับคุณสมบัติของเกษตรกรต้องเป็นเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้ง ที่ขึ้นทะเบียนกับกรมประมง และเป็นผู้เพาะเลี้ยงไม่เกิน 50 ไร่ และต้องไม่มีไฟฟ้าเข้าถึงพื้นที่เพาะเลี้ยงกุ้ง โดยปริมาณการจัดสรรและปริมาณการใช้น้ำมันให้เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งตามขนาดพื้นที่การเลี้ยงจะพิจารณาจากปริมาณการปล่อยลูกพันธุ์กุ้งในการเลี้ยงขณะนั้น (1 แสนตัวต่อไร่) โดยจัดสรรให้ในปริมาณ 160 ลิตรต่อเดือนต่อปริมาณลูกกุ้งที่ปล่อย 1 แสนตัว
กระทรวงเกษตรฯ รายงานว่าเหตุผลที่เสนอโครงการนี้ เนื่องจากสภาวะวิกฤติเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้ในช่วงเดือน มกราคม- มีนาคม 2552 ปริมาณการส่งออกสินค้ากุ้งและผลิตภัณฑ์ของไทยมีทั้งสิ้น 7.27 หมื่นตัน คิดเป็นมูลค่า 1.59 หมื่นล้านบาทลดลงจากปีก่อน 19.97% และมูลค่าลดลง 20.76% ในขณะที่ราคาอาหารกุ้ง น้ำมันดีเซลและอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในการเลี้ยงกลับมีราคาแพง ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นเกษตรกรเพาะเลี้ยงกุ้งประสบกับการขาดทุน
 (ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ)

 

• ผู้นำเข้าอียูระงับนำเข้าถั่วเหลืองมะกันชั่วคราว
เมื่อต้นเดือนสิงหาคม 2552 ด่านนำเข้าของสเปนและเยอรมันตรวจพบถั่วเหลืองนำเข้าจากสหรัฐฯปนเปื้อนข้าวโพดที่ผ่านการดัดแปรพันธุกรรม สายพันธุ์ MON-88017 และ MIR-604 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้นำเข้ามาจำหน่ายในสหภาพยุโรป ส่งผลให้ถั่วเหลืองจากสหรัฐฯราว 50,000 ตัน ถูกกักไว้ ณ ด่าน Tarragona ของสเปน
จากปัญหาดังกล่าวทำให้ผู้นำเข้าถั่วเหลืองของสหภาพยุโรป สมัครใจระงับการนำเข้าถั่วเหลืองจากสหรัฐฯทั้งหมดเป็นการชั่วคราวก่อน ในระหว่างรอการตรวจสอบรายละเอียด ทั้งนี้ มิใช่เป็นคำสั่งที่ออกมาจากหน่วยงานราชการของสหภาพยุโรป
การระงับการนำเข้าครั้งนี้ ทำให้ราคาถั่วเหลืองอาจปรับตัวสูงขึ้น และอาจส่งผลกระทบต่ออุปทานถั่วเหลืองที่นำมาใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ เพราะที่ผ่านมาการผลิตถั่วเหลืองภายในสหภาพยุโรปไม่เพียงพอกับความต้องการ จึงต้องนำเข้าจากต่างประเทศ โดยนำเข้าจากสหรัฐฯมากเป็นอันดับ 3 รองจากอาร์เจนตินา และบราซิล นอกจากนี้ ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปบางประเทศ มีการนำเข้าสูงกว่าประเทศอื่นๆ เช่น สเปน สหราชอาณาจักร และไอร์แลนด์ เป็นต้น ทำให้มีความเสี่ยงต่อการขาดแคลนถั่วเหลืองโดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวที่การนำเข้าจากบราซิลและอาร์เจนตินาไม่เพียงพอต่อความต้องการ ดังนั้น กลุ่มผู้ผลิตอาหารสัตว์แห่งสหภาพยุโรปจึงเห็นว่า สหภาพยุโรปควรหาแนวทางให้มีการนำเข้าถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ และประเทศแถบอเมริกาเหนือให้ได้ต่อไป
(ที่มา : สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป)

 

• เตือนเกษตรกรไทย : ตลาดหอมหัวใหญ่ญี่ปุ่นวูบ
นายมณฑล เจียมเจริญ รองเลขาธิการ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า ความต้องการหอมหัวใหญ่ในตลาดญี่ปุ่นในปี 2553 นี้คาดว่าน้อยลง เนื่องจากญี่ปุ่นสามารถผลิตได้พอกับความต้องการมีการพัฒนาพันธุ์ที่เก็บรักษาได้นานทดแทนการนำเข้าได้ ดังนั้น การปลูกหอมหัวใหญ่ของไทยในปีนี้ จะต้องวางแผนการนำเข้าเมล็ดพันธุ์เอาไว้อย่างครอบคลุม เพื่อผลิตให้เพียงพอกับความต้องการโดยเฉพาะอย่างยิ่งเกษตรกรไม่ควรลักลอบนำเข้าพันธุ์หอมหัวใหญ่ เนื่องจากจะส่งผลให้มีผลผลิตเกินความต้องการ และราคาตกต่ำได้
ในปี 2553 คาดว่าไทยจะมีเนื้อที่เพาะปลูกรวมทั้งประเทศ ประมาณ 10.315 ไร่ เพิ่ม 1.82% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาโดยจะมีผลผลิตรวมทั้งประเทศประมาณ 46.108 ตัน เพิ่มขึ้น 2.51% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา
(ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ)

 

• อียูจี้ประเทศมุสลิมปรับปรุงมาตรฐานอาหารฮาลาล
หน่วยงานตรวจรับรองฮาลาลแห่งสหราชอาณาจักรชี้ว่า ถึงแม้ว่าประเทศมุสลิมต่างๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งปากีสถานจะมีศักยภาพสูงในด้านการผลิตอาหารฮาลาล แต่ประเทศเหล่านี้กลับมองข้ามความสำคัญของมาตรฐานอาหารฮาลาลและการส่งออกอาหารฮาลาล
Masood Khawaja ประธานหน่วยงานตรวจรับรองฮาลาลแห่งสหราชอาณาจักร (HFA) เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาประเทศมุสลิมมีปริมาณการส่งออกสินค้าไปยังสหภาพยุโรปน้อย แต่มีการนำเข้าสินค้าจากสหภาพยุโรปในปริมาณที่มาก ซึ่งทำให้เกิดการขาดดุลการค้า
ประธานHFAยังกล่าวอีกว่า ผู้ตรวจสอบที่ทาง HFA ส่งไปตรวจสอบโรงชำแหละของปากีสถานค่อนข้างพอใจกับการดำเนินการของโรงชำแหละเนื้อสัตว์ที่ได้มาตรฐานสากล แต่ปากีสถานยังต้องปรับปรุงการผลิตอาหารฮาลาลอยู่อีกหลายด้าน นอกจากนั้น เขายังกล่าวอีกเพิ่มเติมว่าสหภาพยุโรปยังไม่ยอมรับสินค้าที่มาจากประเทศมุสลิมเนื่องจากสินค้าอาหารเหล่านั้นมีส่วนประกอบอาหารที่ไม่ได้ในมาตรฐานสากลอยู่ อย่างเช่นกรณีที่สหภาพยุโรประงับการนำเข้าสินค้าประมงของปากีสถาน
(ที่มา : All Halal)

 

• ออสซี่ออกระเบียบการวิเคราะห์ความเสี่ยงการนำเข้ากุ้งและผลิตภัณฑ์
เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2552 ออสเตรเลียได้ออกระเบียบสุดท้ายว่าด้วยการวิเคราะห์ความเสี่ยงการนำเข้ากุ้งและผลิตภัณฑ์ (Final Import Risk Analysis for Prawns and Prawn Products) โดยมีสาระสำคัญดังนี้


1. ยกเลิกมาตรการการจัดการความเสี่ยงต่อโรคแคระแกร็นของกุ้ง (IHHNV)
2. เพิ่มผลิตภัณฑ์กุ้งที่คลุกน้ำซอส ( Marinated products) ให้รวมอยู่ในประเภทกุ้งแปรรูป (highly processed) จากเดิมกำหนดให้กุ้งแปรรูปมีเฉพาะ ผลิตภัณฑ์กุ้งที่คลุกแป้ง หรือผลิตภัณฑ์กุ้งประเภทเกี๊ยว (dumping) ปอเปี๊ยะ (spring roll) กะหรี่ปั๊ฟ (samosa) ติ่มซำ (dim-sim) เท่านั้น
3. กำหนดให้มีการจัดการความเสี่ยงต่อโรค 4 ชนิด ได้แก่
-  โรคจุดขาว หรือโรคตัวแดงดวงขาว (WSSV)
-  โรคไวรัสหัวเหลือง (YHV)
-  โรคทอราซินโดรม (TSV)
-  โรค Necrotizing hepatopancreatitis bacterium (NHPB) เฉพาะกุ้งที่ไม่แช่แข็งเท่านั้น
4. มาตรการสำคัญของกุ้งนำเข้ากำหนด ดังนี้
มาจากประเทศหรือเขตที่ปลอดจากโรค WSSV, YHV, TSV และ NHPB เฉพาะ กุ้งที่ไม่แช่แข็ง หรือ
ตัดหัวและปอกเปลือก ให้เหลือได้เฉพาะข้อสุดท้ายของส่วนหาง และหากไม่ได้มาจากแหล่งที่ปลอดจากโรค สินค้าจะต้องถูกตรวจโรค WSSV และ YHV ที่ด่านนำเข้าทุก batch หรือ
เป็นกุ้งแปรรูป โดยตัดหัวและปอกเปลือก ให้เหลือได้เฉพาะข้อสุดท้ายของส่วนหาง คลุกแป้ง คลุกน้ำซอส เสียบไม้ หรือกุ้งดิบแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ประเภทเกี๊ยว ปอเปี๊ยะ กะหรี่พั๊ฟ ติ่มซำ หรือ
ต้มสุกในอุณหภูมิและเวลามาตรฐาน โดยออสเตรเลียได้ยอมรับข้อเสนอของไทย ในอุณหภูมิที่ 70 องศาเซลเซียส 11 วินาที ตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน 2550
สินค้ากุ้งและผลิตภัณฑ์กุ้งดิบ ต้องมีใบรับรอง จากหน่วยงานรับผิดชอบ (CA) ของประเทศผู้ส่งออกทุก shipment ยืนยันว่า สินค้าได้ถูกตรวจสอบแปรรูปและผ่านกระบวนการจากโรงงานที่อยู่ในความควบคุมของ CA ไม่ปรากฏอาการของโรค และเหมาะสมกับการบริโภคของมนุษย์ ทั้งนี้สินค้ากุ้งดิบนำเข้าเพื่อบริโภค ที่ไม่ใช่ประเภทแปรรูป ต้องมีข้อความ “for human consumption only” และ “not to be used as bait or feed for aquatic animals” กำกับ
สินค้ากุ้งสุก ต้องมีใบรับรอง (Health certificate) จากหน่วยงาน CA ทุกshipment ยืนยันว่า กุ้งผ่านกระบวนการต้มในโรงงานที่ได้รับอนุมัติและอยู่ในความควบคุมของ CA โปรตีนในเนื้อกุ้งแข็งตัวและไม่มีส่วนที่เป็นเนื้อดิบ และเหมาะสมกับการบริโภคของมนุษย์
อย่างไรก็ตาม ออสเตรเลียรับที่จะพิจารณามาตรการอื่นๆ ที่มีมาตรฐานที่เท่าเทียมกัน โดยจะพิจารณาข้อเสนอและเอกสารสนับสนุนเป็นรายกรณี
ทั้งนี้ ออสเตรเลียได้เปิดให้ผู้มีส่วนได้เสียยื่นอุทธรณ์ต่อระเบียบสุดท้ายนี้ได้จนถึงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2552
(ที่มา : สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตร ประจำกรุงแคนเบอรร์รา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)
         

 


 

< ก่อนหน้า   ถัดไป >
สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย
1168/97 อาคารลุมพินีทาวเวอร์ ชั้น 32 โซน C  ถนนพระราม 4 แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร  กทม. 10120
Tel. : 66 2 679-7555 ,    Fax. : 66 2 679-7500-1  
Thai National Shippers' Council Copyright © 2005 TNSC All Rights Reserved.