Thai English 
banner4_bg.jpg

 

 
 
 
 
 
 
 
Taiwantrade
 
 

Member Login

ชื่อผู้ใช้

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
ยังไม่ได้ลงทะเบียน? ลงทะเบียนใหม่

Who's Online

ขณะนี้มี 6158 บุคคลทั่วไป ออนไลน์ และ 1 สมาชิก ออนไลน์

Newsletter






International Trade & Early Warning - 19 October 2009 พิมพ์ ส่งเมล

 

International Trade & Early Warning - 19 October 2009

 

• เตือนราคาข้าวตลาดโลกจะพุ่งสูง
องค์การอาหาร และเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) คาดว่าผลผลิตข้าวเปลือกทั่วโลกจะลดลง 3% เหลือ 668 ล้านตันในปี 2552 เฉพาะในเอเชียคาดว่าฝนที่ตกช้าในฤดูมรสุม และความแปรปรวนทางภูมิอากาศจะทำให้เก็บเกี่ยวผลผลิตได้เพียง 601 ล้านตันลดลงจากปีที่แล้ว 22 ล้านตัน และมีแนวโน้มว่าผู้ผลิตข้าวรายใหญ่จะเผชิญสภาพอากาศผิดปกติต่อไปจนถึงไตรมาสแรกของปี 2552
สต๊อกข้าวของ 5 ประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลก ได้แก่ ไทย เวียดนาม สหรัฐฯ ปากีสถาน และอินเดีย มีแนวโน้มลดลง 1 ใน 3  สู่ระดับต่ำสุดในรอบ 5 ปี ซึ่งจะทำให้ราคาข้าวสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ รวมทั้งสภาพอากาศที่แห้งแล้งของอินเดีย ซึ่งเป็นผู้ผลิตข้าวรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก อาจทำให้ผลผลิตข้าวลดลง 18% เหลือ 81 ล้านตัน
ขณะเดียวกันฟิลิปปินส์ ผู้นำเข้าข้าวรายใหญ่สุดของโลก ประกาศแผนนำเข้าข้าว หลังจากพื้นที่เพาะปลูกในประเทศได้รับความเสียหายจากพายุ มีการประกาศรับซื้อข้าว 2.5 แสนตันจากซัพพลายเออร์สำหรับการเปิดประมูลในวันที่ 30 ตุลาคม ซึ่งเร็วกว่าปกติ 2 เดือน
(ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ)

 

• สหรัฐฯ-บราซิล จับมือลงนาม MOU สัตว์ปีก            
ประธานภาคอุตสาหกรรมสัตว์ปีกสหรัฐฯและบราซิลลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมกัน (MOU) เพื่อร่วมมือทำงานในประเด็นทั่วไป เพื่อขยายความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมสัตว์ปีก เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2552 ที่ประเทศเยอรมนี
การลงนามระหว่างสภาส่งออกสัตว์ปีกและไข่สหรัฐฯ (USAPEEC) กับสมาคมผู้ส่งออกและผู้ผลิตไก่บราซิล (ABEF) ภายใต้เงื่อนไขของ MOU ทั้ง 2 ฝ่าย ตกลงที่จะส่งเสริมนโยบายสาธารณะหลายประเด็น เช่น แนวทางด้านสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนสำหรับการผลิตสัตว์ปีก กฎระเบียบความปลอดภัยด้านอาหารและสุขภาพสัตว์โดยอ้างอิงตามหลักวิทยาศาสตร์ การขยายตัวของการค้าเสรี และการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศโดยอาศัยความร่วมมือกันแทนการเผชิญหน้า
Jim Sumner ประธาน USAPEEC เผยว่า ภาคอุตสาหกรรมสัตว์ปีกสหรัฐฯ ต่างสนับสนุนแนวคิดนี้และตกลงที่จะทำงานร่วมกัน โดยกำหนดให้มีการประชุมระหว่างผู้นำอุตสาหกรรมสัตว์ปีกจากสหรัฐฯและบราซิลเป็นระยะๆ เพื่อหารือในประเด็นที่ทั้ง 2 ฝ่ายสนใจร่วมกัน
(ที่มา : World poultry)

 

• ญี่ปุ่น-จีนจับมือปรับนโยบายความปลอดภัยอาหารใหม่
หลังการประชุมระหว่างนายกรัฐมนตรีจีนและญี่ปุ่น ณ เมืองปักกิ่ง ประเทศจีน ญี่ปุ่นกับจีนตกลงที่จะร่วมมือจัดทำนโยบายเพื่อรับรองความปลอดภัยอาหารใหม่
เจ้าหน้าที่กระทรวงต่างประเทศญี่ปุ่น เผยว่า ในการประชุมระหว่างนาย Yukio Hatoyama นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น และนาย Wen Jiabao นายกรัฐมนตรีจีน นาย Hatoyama ได้เสนอ นโยบายส่งเสริมความปลอดภัยด้านอาหารขึ้น โดยกำหนดว่าจะมีการหารือในระดับรัฐมนตรีเพื่อส่งเสริมความปลอดภัยด้านอาหารระหว่าง 2 ประเทศด้วย นโยบายนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากเหตุการณ์ระหว่างเดือนธันวาคม 2550 – เดือนมกราคม 2551 ที่ชาวญี่ปุ่น10 คน ล้มป่วยลงจากการรับประทานเกี๊ยวซ่าแช่แข็งปนเปื้อนสารฆ่าแมลงที่ผลิตจากจีน
นอกจากนี้ ผู้แทนญี่ปุ่นกล่าวว่าได้เรียกร้องให้จีนดำเนินการในเรื่องเกี๊ยวซ่าแช่แข็งปนเปื้อนสารฆ่าแมลงให้แล้วเสร็จในทันที แต่จีนระบุว่าเรื่องนี้ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้เพราะยังอยู่ในกระบวนการสืบสวน
(ที่มา : The Japan Times)

 

• ออสเตรเลีย อาจสนับสนุนใช้ Carbon Tax เหมือนอียู            
ออสเตรเลียมีแนวโน้มที่จะผลักดันให้ใช้โครงการการซื้อขายก๊าซคาร์บอน (ETS) ในทุกประเทศ และผลักดันการเก็บภาษีคาร์บอน เหมือนกับที่สหภาพยุโรปดำเนินการ
นาย Bill Brown นักเศรษฐศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าและสิ่งแวดล้อมของออสเตรเลียกล่าวว่า หากออสเตรเลียเริ่มเป็นผู้นำโครงการ ETS เป็นประเทศแรกๆแล้ว อาจทำให้ออสเตรเลียสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน ก่อให้เกิดภาวการณ์โยกย้ายฐานการผลิตจากออสเตรเลียไปยังประเทศอื่นที่ยังไม่มีโครงการ ETS ดังนั้น ออสเตรเลียจึงต้องผลักดันให้มีโครงการนี้เกิดขึ้นในทุกประเทศ จากท่าทีดังกล่าวจึงคาดว่าออสเตรเลียจะเสนอและผลักดันให้ประเทศที่พัฒนาแล้วกำหนดเป้าหมายในการปล่อยก๊าซคาร์บอนที่ชัดเจน และให้มีโครงการETS เกิดขึ้น ในการประชุมอนุสัญญาโลกร้อน ณ กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ที่จะเกิดขึ้นในเดือนธันวาคมนี้
อย่างไรก็ตาม นาย Bill Brown มีความเห็นว่า คงยากที่สหรัฐฯ จีน อินเดีย และประเทศที่กำลังพัฒนาและด้อยการพัฒนาจะเห็นชอบกับท่าทีของออสเตรเลีย โดยสหรัฐฯมีท่าทีที่จะไม่ยอมรับข้อตกลงในแบบเดียวกับพิธีสารเกียวโต หากเป็นเช่นนั้น การประชุมโลกร้อน ที่โคเปนเฮเกน จึงไม่น่าจะได้ข้อสรุปโครงการ ETS ที่เป็นรูปธรรม
ด้วยเหตุนี้ การเก็บภาษีคาร์บอน(Carbon tax) จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ใช้แก้ปัญหาโลกร้อน เพราะได้ผลลัพธ์ไม่ต่างจากโครงการETS และทำได้ง่ายกว่า แต่ก็มีข้อเสียคือ ไม่สามารถกำหนดเป้าหมายปริมาณการลดก๊าชคาร์บอนได้ชัดเจนเหมือนโครงการ ETS
สรุปได้ว่า ท่าทีของออสเตรเลียในเรื่องการรับมือกับสภาวะโลกร้อน ทั้งในที่ประชุมโคเปนเฮเกน  และแนวทางต่อไปในอนาคต จึงน่าจะไปในทิศทางเดียวกับสหภาพยุโรป กล่าวคือ มุ่งผลักดันให้ประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆตั้งเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนในระดับเดียวกับสหภาพยุโรป และในขณะเดียวกัน ก็มีประเทศสมาชิกบางประเทศ เช่น ฝรั่งเศส และเยอรมัน สนับสนุนให้มีการเก็บภาษีคาร์บอนควบคู่ไปด้วย เพื่อป้องกันปัญหา Carbon leakage และเพื่อไม่ให้ภาคธุรกิจยุโรปสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก
(ที่มา : คณะผู้แทนไทยประจำประชาคมยุโรป)

 

• เวียดนามหวั่นกฎอียูกระทบประมง
สหภาพยุโรปได้ออกกฎระเบียบว่าด้วยการป้องกัน ต่อต้าน และขจัดการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ไม่รายงาน และไร้การควบคุม(IUU) และจะเริ่มบังคับใช้วันที่ 31 ตุลาคม 2552นี้ ระเบียบนี้กำหนดให้สินค้าอาหารทะเลที่ส่งออกมายังสหภาพยุโรปต้องระบุประเทศแหล่งกำเนิดสินค้า น่านน้ำที่จับสัตว์น้ำ และชื่อของเรือประมงที่จับสัตว์น้ำ หากไม่ปฏิบัติตามจะไม่อนุญาตให้นำเข้าสินค้าอาหารทะเลมาจำหน่ายในตลาดสหภาพยุโรป
ภาคเอกชนของเวียดนามมีความเห็นต่อกฎระเบียบดังกล่าวว่า เวียดนามคงไม่สามารถปฏิบัติตามกฎระเบียบIUUได้ เนื่องจากเวียดนามยังไม่มีการกำหนดเขตที่ให้จับสัตว์น้ำ และการแสดงเอกสารแหล่งกำเนิดสินค้ายังติดขัดเรื่องความรู้ความสามารถของชาวประมง และจำนวนเอกสารที่ต้องระบุแหล่งกำเนิดสินค้าจำนวนมาก
ทั้งนี้ Nguyen Thi Thu Sac รองประธานสมาคมผู้ส่งออกและผู้ประกอบการอาหารทะเลของเวียดนาม (VASEP) ระบุว่า เจ้าหน้าที่ด้านอาหารทะเลของเวียดนาม ควรเจรจากับตัวแทนของสหภาพยุโรป เพื่อขอให้แก้ไขกฎระเบียบให้สอดคล้องกับสถานการณ์การประมงของเวียดนาม และควรเสนอให้สหภาพยุโรปใช้กฎระเบียบดังกล่าว สำหรับการจับสัตว์น้ำในมหาสมุทรเท่านั้น นอกจากนี้ควรเลื่อนเวลาการบังคับใช้กฎระเบียบดังกล่าวกับเรือประมงขนาดเล็กก่อน
อนึ่ง ปัจจุบัน เวียดนามส่งออกอาหารไปสหภาพยุโรปถึง 26% ของปริมาณอาหารทะเลส่งออกจากเวียดนาม
(ที่มา : Vietnam Net)

< ก่อนหน้า   ถัดไป >
สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย
1168/97 อาคารลุมพินีทาวเวอร์ ชั้น 32 โซน C  ถนนพระราม 4 แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร  กทม. 10120
Tel. : 66 2 679-7555 ,    Fax. : 66 2 679-7500-1  
Thai National Shippers' Council Copyright © 2005 TNSC All Rights Reserved.