Thai English 
banner2_bg.jpg

 

 
 
 
 
 
 
Taiwantrade
 
 
 
 

Member Login

ชื่อผู้ใช้

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
ยังไม่ได้ลงทะเบียน? ลงทะเบียนใหม่

Who's Online

ขณะนี้มี 14021 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

Newsletter






International Trade & Early Warning - 13 October 2009 พิมพ์ ส่งเมล

 

International Trade & Early Warning - 13 October 2009

 

• อุตสาหกรรมกุ้งเม็กซิโกประสบภาวะวิกฤต
สภาอุตสาหกรรมประมงและสัตว์น้ำของเม็กซิโกเผยว่า   อุตสาหกรรมกุ้งเม็กซิโกถึงจุดวิกฤตเนื่องจากขาดตลาดรองรับ ซึ่งนอกจากจะเป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว  รวมทั้งการใช้ทรัพยากรชายฝั่งอย่างไม่เหมาะสมของชาวเม็กซิโก  และความล้มเหลวของรัฐบาลในการควบคุมการจับสัตว์น้ำประเภท กุ้ง ปู และสัตว์อื่นๆที่มีเปลือกแข็ง ซึ่งส่งผลให้มีผู้ประกอบอาชีพประมงเพิ่มขึ้น จึงทำให้สัตว์น้ำบางชนิดสูญพันธุ์
โดยปกติแล้ว เม็กซิโกส่งออกกุ้งถึง 60% จากปริมาณกุ้งในประเทศทั้งหมด แต่ในปีนี้ยอดการส่งออกน้อยลงกว่าครึ่งหนึ่งจากปีที่แล้ว และมีราคาลดลงจากช่วง 3 ปีที่ผ่านมาถึง 50%
(ที่มา : The Fish Site)

 

• ไอร์แลนด์อ่วมจ่ายค่าชดเชยเนื้อสุกรปนเปื้อน
ภายหลังเหตุการณ์อื้อฉาว เมื่อเดือนธันวาคม 2551 ซึ่งไอร์แลนด์ต้องเรียกคืนเนื้อสุกรทั่วโลก หลังตรวจพบสารไดออกซิน เกินค่ามาตรฐาน 200 เท่า โดยคาดว่าการปนเปื้อนดังกล่าว เกิดจากอาหารสัตว์ปนเปื้อนน้ำมันที่ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งทำให้จีน และรัสเซีย ระงับการนำเข้าเนื้อสุกรจากไอร์แลนด์ ทั้งนี้ รัฐบาลไอร์แลนด์ต้องจ่ายค่าชดเชยมากกว่า 100 ล้านยูโร แก่ผู้ประกอบการ และคาดว่าจะต้องจ่ายเพิ่มสำหรับการเรียกคืนสินค้าจากทั่วโลกกว่า 49 ล้านยูโร
แม้ว่าเศรษฐกิจไอร์แลนด์จะอยู่ในสภาวะซบเซา แต่ในครึ่งปีแรกกลับมียอดจำหน่ายเนื้อสุกรเพิ่มขึ้น4% ไส้กรอกเพิ่มขึ้น 5% เบคอนเพิ่มขึ้น% ตามลำดับโดยธุรกิจเนื้อสุกรไอร์แลนด์มีมูลค่ารวมกว่า 250 ล้านยูโรต่อปี
ทั้งนี้ ไอร์แลนด์อยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อส่งออกเนื้อสุกรสู่รัสเซียและจีนอีกครั้ง
 (ที่มา : The Pig Site)

 

• ฟิลิปปินส์ส่อเบี้ยวเปิดเสรีข้าว            
นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เผยว่า รัฐบาลฟิลิปปินส์ได้เสนอที่จะลดภาษีนำเข้าข้าวให้ไทย ตามข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) เหลือ 5% แต่จะกำหนดโควตานำเข้าให้แค่ 50,000 ตัน เพื่อชดเชยกรณีที่ฟิลิปปินส์ไม่สามารถปฏิบัติตามข้อตกลงการลดภาษีภายใต้ AFTA ได้ แต่กระทรวงพาณิชย์ยังไม่ได้ตอบรับข้อเสนอของฟิลิปปินส์ เพราะต้องหารือกับรัฐบาลก่อน เนื่องจากเรื่องนี้ทำให้ไทยไม่ได้รับสิทธิประโยชน์จากการลดภาษีนำเข้าข้าวของฟิลิปปินส์    ทั้งนี้ ฟิลิปปินส์ เป็น 1 ใน 3 ประเทศที่ยังไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงการเปิดเสรี AFTA และได้ยื่นข้อเสนอตารางการลดภาษี โดยจะคงอัตราภาษีสินค้าข้าวที่ 40% ตั้งแต่ปัจจุบันจนถึงปี 2557 และในปี 2558 จะลดลงเหลือ 35% แต่ไทยไม่สามารถรับได้ เพราะอัตราภาษีสุดท้ายยังสูงกว่าอาเซียนอื่นที่จัดสินค้าข้าวไว้ในบัญชีสินค้าอ่อนไหวสูง
อย่างไรก็ตาม ในการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน (AEM) และคณะมนตรีเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA Council) ที่ผ่านมา เรียกร้องให้สมาชิกปฏิบัติตามข้อตกลง โดยเฉพาะการลดภาษีสินค้าอ่อนไหวสูงตามที่ผูกพันไว้ เพราะหลายประเทศยังไม่ลดภาษีได้ตามที่กำหนด ทำให้การรวมกลุ่มเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) อาจต้องล่าช้าออกไปจากเป้าหมายในปี 2558 ทำให้อาเซียนมีปัญหาระหว่างกันได้ เพราะจะมีการเรียกร้องให้ชดเชยผลประโยชน์หรือฟ้องร้อง หรือตอบโต้ทางการค้า ซึ่งไทยได้เจรจาขอให้ฟิลิปปินส์ชดเชยให้ไทยกรณีนี้
ทั้งนี้ ไทยได้ยื่นข้อเสนอไปยังฟิลิปปินส์ว่า หากไม่สามารถปฏิบัติตามข้อตกลง AFTA ได้ให้กำหนดโควตานำเข้าข้าวให้ไทยปีละ 400,000 ตัน และ ภาษี 5%  สำหรับ ประเทศอื่นๆ ที่ยังมีปัญหาการลดภาษี คือ อินโดนีเซีย ที่ในปี 2558 ข้าวจะลดภาษีนำเข้าเหลือ 25% และน้ำตาลจะลดจาก 30-40% เป็น 5-10%   ส่วนมาเลเซีย ในปี 2553 ข้าวที่จะลดจาก 40% เป็น 20%
สินค้าอ่อนไหวอื่นๆ อาเซียนเดิม 6 ประเทศ (ไทย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และบรูไน) จะลดเหลือ 0-5% ในปี 2553 ยกเว้นอาเซียนใหม่ (พม่า ลาว กัมพูชาและเวียดนาม) ที่จะช้าออกไปโดยไทยมีสินค้าอ่อนไหว 7 รายการ ผลจากการที่ทั้ง 3 ประเทศไม่ยอมปฏิบัติตามข้อตกลง AFTA ทำให้ไทยซึ่งเป็นผู้ส่งออกทั้งข้าวและน้ำตาล จะได้รับผลกระทบทันที เพราะจะส่งสินค้าเข้าไปขายได้ใน 3 ประเทศได้ลำบากขึ้น
 (ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ)

 

• AFTA 0% เพิ่มโอกาสส่งออกข้าวไทย กัมพูชาเพิ่มพื้นที่ปลูก 2 ล้านไร่ทะลักเข้าเวียดนาม
นางจิรนันท์ วงษ์มงคล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าต่างประเทศ ประจำกัมพูชา เผยว่า จากกรณีที่ไทยจะลดภาษีนำเข้าข้าว 0% จากปัจจุบันอัตราภาษีอยู่ที่ 5% ตามความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ซึ่งจะเริ่มในวันที่ 1 มกราคม 2553 ทำให้หลายฝ่ายกังวลว่าจะมีการนำเข้าข้าวจากกัมพูชามากขึ้นนั้นในด้านกัมพูชาก็มีความกังวลในเรื่องนี้เช่นเดียวกัน เพราะโดยปกติกัมพูชาจะนำเข้าข้าวเหนียวจากไทยปีละ 5-6 ล้านบาท ดังนั้นการลดภาษีน่าจะเป็นโอกาสที่ดีสำหรับการส่งออกข้าวเหนียวของไทย
ปัจจุบันกัมพูชาเพิ่มพื้นที่ปลูกข้าว 2 ล้านไร่ ส่วนใหญ่เป็นข้าวสุมาลีซึ่งลักษณะคล้ายข้าวขาว 15% และข้าวเนียงมะลิ/ผกามะลิ ลักษณะคล้ายข้าวหอมมะลิสุรินทร์ของไทยซึ่งถือเป็นข้าวคุณภาพดีนิยมปลูกบนพื้นที่ตอนกลางของประเทศ โดยจะส่งออกไปขายที่เวียดนามเป็นหลักเพราะใกล้และมีความสัมพันธ์มากกว่าไทย ทั้งยังสามารถส่งออกไปฮ่องกง ฝรั่งเศส และมีราคาแพงกว่าข้าวมะลิของไทยตันละ 40 ดอลลาร์สหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม สำหรับอนาคตธุรกิจด้านเกษตรยังมีโอกาสเติบโตได้ดีในกัมพูชา โดยก่อนหน้านี้ทางรัฐบาลกัมพูชามีการให้เช่าพื้นที่สัมปทานของรัฐบาลระยะยาว 99 ปี โดยที่ผ่านมามีบริษัทไทยลงนามทำสัญญาเข้าไปลงทุนดำเนินกิจการด้านเกษตรกับเอกชนกัมพูชาแล้ว 2 ราย ได้แก่ 1) ร่วมกับบริษัทซิสโต (Sitto) ลงทุนด้านระบบชลประทาน และ 2) บริษัท Suoycheng ลงทุนพัฒนาการผลิตข้าวที่ได้สัมปทานที่ดินรัฐบาล เมืองเสียมราฐ เป้าหมายที่ 7,000 เฮกตาร์ โดยจะเริ่มทำเฟสแรก 500 เฮกตาร์ หรือ 3,000 ไร่
(ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ)
 

 

< ก่อนหน้า   ถัดไป >
สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย
1168/97 อาคารลุมพินีทาวเวอร์ ชั้น 32 โซน C  ถนนพระราม 4 แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร  กทม. 10120
Tel. : 66 2 679-7555 ,    Fax. : 66 2 679-7500-1  
Thai National Shippers' Council Copyright © 2005 TNSC All Rights Reserved.