|
|
International Trade & Early Warning (วันที่ 8 ตุลาคม 2552) |
มาเลเซียดันตรังกานูเป็นศูนย์กลางผลิตและส่งออกกุ้ง
รัฐบาลมาเลเซียทุ่มงบประมาณ 200 ล้านริงกิต จัดทำโครงการพัฒนาอุทยานการเพาะพันธุ์กุ้งครบวงจร หรือโครงการI-sharp ที่รัฐตรังกานู เพื่อผลักดันรัฐนี้เป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกกุ้งสู่ตลาดโลกในปี 2554 เช่น สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ โดยเน้นการเพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดำและกุ้ง White-leg ในพื้นที่ 1,200 เฮกต้าร์
เบื้องต้นมาเลเซียจะเริ่มทำการเพาะเลี้ยงกุ้งในพื้นที่ 400 เฮกต้าร์ ซึ่งก่อนในสิ้นปี 2553 ซึ่งจะผลิตกุ้ง White-leg ได้ 10,000 - 12,000 ตัน และกุ้งกุลาดำได้ 5,000 ตัน
ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการกู้เศรษฐกิจของปี 2552 ซึ่งคาดว่าโครงการนี้จะช่วยสร้างงานให้คนมาเลเซีย 1,300 คน และสร้างรายได้ 130 ล้านริงกิต
(ที่มา : The Fish Site)
Carbon Trust ตั้งเป้าโรงงานอาหารสัตว์ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ
องค์กร Carbon Trust เตรียมให้เงินสนับสนุน 250,000 ปอนด์ แก่ผู้ประกอบการอาหารสัตว์ เพื่อหาทางลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
โครงการนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อจัดทำซอฟท์แวร์ในการคำนวณการใช้วัตถุดิบอุปกรณ์ และพลังงานในกระบวนการผลิตอาหารสัตว์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยจะเริ่มทดลองในเครื่องอัดขึ้นรูปอาหาร เพราะนับเป็นอุปกรณ์ที่ให้ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานถึง 40% ของค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในการผลิตอาหารสัตว์
ดร. Mark Williamson ผู้อำนวยการศูนย์นวัตกรรมของ Carbon Trust กล่าวว่า การให้เงินสนับสนุนในโครงการนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในโรงงานอุตสาหกรรม อีกทั้งใช้เป็นกรณีศึกษาทางธุรกิจ เพื่อหาแนวทางและเทคโนโลยีที่เหมาะสม ในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอนาคต
คาดว่า หากโครงการนี้ประสบความสำเร็จสามารถทำให้โรงงานอาหารสัตว์ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้ถึง 30%
(ที่มา : Meat info)
USDA เปิดรับข้อคิดเห็นสาธารณะแผนการบังคับใช้กฎหมาย Lacey Act
USDA เปิดรับข้อคิดเห็นสาธารณะต่อแผนการบังคับใช้กฎหมาย Lacey Act เพื่อป้องกันการนำเข้าพืช และผลิตภัณฑ์ซึ่งมีที่มาอย่างผิดกฎหมาย มีรายละเอียดดังนี้
Lacey Act ได้กำหนดมาตรการบังคับให้ผู้นำเข้าแนบเอกสารและใบแสดงสินค้า พร้อมระบุชื่อทางวิทยาศาสตร์ ปริมาณ และประเทศที่เป็นแหล่งปลูกของพืชที่จะนำเข้า หากไม่ทราบว่าพืชที่จะนำเข้านั้น มาจากประเทศใด จะต้องระบุชื่อทุกประเทศที่ปลูกพืชชนิดนั้น
Lacey Act ได้เริ่มบังคับใช้ในวันที่ 15 ธันวาคม 2551 โดยแบ่งชนิดของสินค้าออกเป็นระยะๆ (Phase) โดย
Phase1 วันที่ 15 ธันวาคม 2551 มีนาคม 2552 เป็นช่วงให้ประชาสัมพันธ์ ให้ความรู้
Phase 2 วันที่ 1 เมษายน 2552 เริ่มบังคับใช้ในสินค้าภายใต้รายพิกัดสินค้า HTS Chapter 44 เช่น ไม้ฟืน หรือสินค้าที่ทำจากไม้ที่ผ่านการแปรรูปน้อยมาก และสินค้าภายใต้รายพิกัดสินค้า HTS Chapter 6 เช่น ต้นไม้ ไม้ดอกไม้ประดับ และ ไม้ตัดดอก ฯลฯ
Phase 3 วันที่ 1 ตุลาคม 2552 เริ่มบังคับใช้ในสินค้าภายใต้รายพิกัดสินค้า HTS Chapter 44 ที่มีการแปรรูปมากขึ้น เช่น กรอบไม้ และเยื่อไม้ที่นำไปทำกระดาษ
Phase 4 วันที่ 1 เมษายน 2553 เริ่มบังคับใช้ในสินค้าภายใต้รายพิกัดสินค้า HTS Chapter 44, 92, 93, 94, 95 และ 97 เช่น กระดาษ เฟอร์นิเจอร์ ไม้เท้า ฯลฯ ทั้งนี้ USDA อาจเปลี่ยนกำหนดการ และรายการสินค้าได้
ขณะนี้ ทาง USDA อยู่ระหว่างการเปิดรับข้อคิดเห็นเกี่ยวกับกฎระเบียบดังกล่าว จนถึงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2552 โดยมีหลายประเทศ ได้ส่งข้อคิดเห็น แสดงความไม่เห็นด้วยกับกฎระเบียบดังกล่าวเพราะเป็นการยุ่งยาก และเพิ่มขั้นตอนเกินความจำเป็น
(ที่มา : สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.)
รัสเซียเข้มนำเข้าเนื้อสุกร คาดกระทบความสัมพันธ์ อียู-รัสเซีย
รัฐบาลรัสเซียปรับปรุงข้อกำหนดการนำเข้าเนื้อสุกรให้เข้มงวดขึ้น โดยออกนโยบายจำกัดการนำเข้าเนื้อที่มีราคาแพง มุ่งหวังให้มีการเพิ่มผลผลิตเนื้อสุกรภายในประเทศให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ท่าทีของรัสเซียครั้งนี้ อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทางการค้าเนื้อสัตว์ระหว่างสหภาพยุโรปและรัสเซียเพราะมาตรการดังกล่าวนี้อาจเป็นข้อจำกัดของผู้ส่งออกเนื้อสุกรของสหภาพยุโรป เนื่องจากรัสเซียเป็นตลาดนำเข้าเนื้อสุกรที่ใหญ่ที่สุดของสหภาพยุโรป คิดเป็น 45% ของการนำเข้าเนื้อสุกรทั้งหมดของรัสเซีย
คาดว่าบริษัทผู้ผลิตสุกรรายใหญ่ของสหภาพยุโรปเช่น Danish Crown และ Toennies Fleisch German จะได้รับผลกระทบทำให้การส่งออกไปรัสเซียลดลงอย่างมาก ซึ่งทั้ง 2 บริษัทส่งออกคิดเป็น20% ของการส่งออกเนื้อสุกรจากสหภาพยุโรปไปรัสเซียหรือคิดเป็น 6% ของเนื้อสุกรนำเข้าทั้งหมดของรัสเซีย
(ที่มา : Meat International)
ร่างกฎหมายใหม่มะกันอาจยกเลิกการห้ามนำเข้าผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกจีน
เป็นที่คาดการณ์กันว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาสหรัฐฯอาจให้ความเห็นชอบต่อร่างกฎหมายใหม่ ซึ่งมีสาระสำคัญ 2 ประเด็น ได้แก่ การออกมาตรการฉุกเฉินเพื่อให้ความช่วยเหลือเกษตรกรโคนม และการยกเลิกการห้ามนำเข้าสัตว์ปีกจากจีนที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 2 ปีที่ผ่านมา
ในประเด็นแรก คาดว่า กระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (USDA) จะจัดสรรเงินงบประมาณปี 2553 จำนวน 290 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยแบ่งออกเป็นเงินงบประมาณช่วยซื้อผลิตภัณฑ์ชีส และสินค้าผลิตภัณฑ์จากโคนมอื่น เพื่อช่วยเกษตรกรระบายสินค้าจำนวน 230 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และที่เหลืออีก 60 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นเงินช่วยเหลือโดยตรงแก่เกษตรกรโคนม
สำหรับประเด็นของสัตว์ปีกนำเข้าจากจีนนั้น รายงานจาก AgriMarketing ระบุว่า ล่าสุดสมาชิกวุฒิสภาสหรัฐฯ ได้เห็นชอบให้ USDA อนุญาตนำเข้าสัตว์ปีกจากจีนแล้ว โดยมีข้อแม้ว่า ผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกจากจีนต้องมีมาตรฐานด้านความปลอดภัยอาหารเทียบเท่ากับสหรัฐฯ
(ที่มา : The Poultry Site)
|