Thai English 
banner2_bg.jpg

 

 
 
TNSC DIRECTORY
2008-2009
 

Member Login

Username

Password

Remember me
Password Reminder
No account yet? Create one

Who's Online

We have 9040 guests online

Newsletter






สถานการณ์การประท้วงปิดท่าเรือกรุงเทพของพนักงานการท่าเรือแห่งประเทศไทย Print E-mail

 

สถานการณ์การประท้วงปิดท่าเรือกรุงเทพ

ของพนักงานการท่าเรือแห่งประเทศไทย

 

วันที่ 3 กันยายน 2551 นายสมเกียรติ รอดเจริญ ประธานสหภาพการท่าเรือแห่งประเทศไทย ได้ให้สัมภาษณ์แก่สื่อมวลชนว่า ตั้งแต่เวลา 16.00 น. ของวันนี้เป็นต้นไป พนักงานท่าเรือฯ จำนวน 3,600 คนจะหยุดงานและปิดให้บริการที่ท่าเรือกรุงเทพ โดยไม่มีกำหนด โดย เพื่อรอดูสถานการณ์บ้านเมือง พร้อมทั้งแจ้งให้ผู้ใช้บริการ ไปใช้บริการท่าเรือของภาคเอกชนแทน


ด้านนางสุนิดา สกุลรัตนะ ผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ได้เจรจาร่วมกับตัวแทนสหภาพฯ กทท. ซึ่งได้ขอให้พนักงานยังคงทำงานต่อไป เนื่องจากวันที่ 4 กันยายน 2551 นี้ จะมีเรือสินค้าจำนวน 4 ลำเข้าเทียบท่าขนส่งสินค้าที่ท่าเรือกรุงเทพ (คลองเตย) ซึ่งหากพนักงานหยุดงานในวันที่ 4 อาจจะส่งผลกระทบต่อการส่งออก-นำเข้าของประเทศ และหากกทท. ไม่สามารถขนถ่ายสินค้าได้จะทำให้ กทท. สูญเสียรายได้เฉลี่ยแล้วกว่า 16 ล้านบาท หรือเฉลี่ย 3-4 ล้านบาท/ลำ และท้ายที่สุดแล้วหากพนักงานยังคงลาหยุดงาน กทท. ก็จำเป็นต้องใช้บริษัทเอกชนเข้าดำเนินงานแทน

 

วันที่ 4 กันยายน 2551 ประธานสหภาพ กกท. ได้ประชุมเป็นการภายใน เพื่อแจ้งถึงผลการประชุมร่วมกับผู้อำนวยการ กทท. ซึ่งที่ประชุมภายในของสหภาพฯ ได้มีมติที่จะไม่ทำตามข้อเรียกร้องของผู้อำนวยการ กทท.
ดังนั้น พนักงานการท่าเรือฯ ยังคงประท้วง ไม่มาทำงานตามปกติ ซึ่งในส่วนของท่าเรือกรุงเทพ พนักงานในส่วนของการควบคุมเครนยกตู้สินค้าได้หยุดทำงานพร้อมกันกว่า 10 เครน ทำให้กระบวนการต่อเนื่องสำหรับวีการส่งออกต้องหยุดไปด้วย ส่งผลให้เรือสินค้าที่รอเข้ามาเทียบท่าจำนวน 4 ลำ สามารถเข้ามารับสินค้าในเขตท่าเรือกรุงเทพ ได้เพียง 1 ลำ และเรือสินค้าอีก 3 ลำยังคงต้องลอยเรือรอในเขตน่านน้ำ
ในช่วงบ่าย ของวันที่ 4 ก.ย. ประธานสหภาพ กกท. ได้มีการเจรจาร่วมกับผู้อำนวยการ กทท. อีกครั้ง และได้มีว่าพนักงานของการท่าเรือฯ จะเริ่มทำงานในวันที่ 5 กันยายน 2551 เวลาประมาณ 12.00 น.

 

วันที่ 5 กันยายน 2551 สรท. กำลังติดตามสถานการณ์การปิดท่าเรือกรุงเทพ ของพนักงานการท่าเรือ ว่าในช่วงบ่ายของวันนี้ พนักงานการท่าเรือฯ จะเข้ามาทำงานตามปกติหรือไม่ ซึ่งหากมีความคืบหน้าประการใด สรท. จะแจ้งให้สมาชิกทราบอย่างต่อเนื่อง

 

ความเสียหายและผลกระทบที่เกิดขึ้น คือ

    1. สินค้าที่ค้างในคลังสินค้า และไม่สามารถขออนุญาตออกของได้ ซึ่งปัจจุบัน มีคลังสินค้าจำนวน 8 โกดัง และหยุดทำงานในโกดัง 1 - 6
    2. ค่าใช้จ่ายในการขนส่งเพิ่มขึ้น เนื่องจากเรือสินค้าที่มีแผนเข้าเทียบท่าในช่วงวันที 3 – 7 ก.ย. เฉลี่ยวันละ 3 - 4 ลำ ความเสียหายสำหรับสินค้าขาเข้า ที่ต้องย้ายไปเข้าที่แหลมฉบัง จากตัวเลขการส่งออกและนำเข้าผ่านท่าเรือกรุงเทพฯ ปีละ 1.2 - 1.3 ล้านตู้ ต่อปี ดังนั้นหากเฉลี่ยเป็นรายเดือนตกเดือนละ ประมาณ 1 แสนตู้ อาทิตย์ละ 25,000 ตู้ คำนวณคร่าวเฉลี่ยมีจำนวนตู้สินค้าเข้ามาใช้บริการในท่าเรือวันละ 833 ตู้ ซึ่งค่าขนส่งตู้สินค้า จากท่าเรือแหลมฉบัง มายังท่าเรือกรุงเทพ เฉลี่ย 5000 – 7000 บาท/ตู้ ดังนั้นค่าขนส่งที่ผู้ส่งออกต้องจ่ายเพิ่มขึ้น 4.1 - 5.8 ล้านบาท/วัน
    3. ความสูญเสียจากการหยุดผลิตสินค้าของโรงงานที่รอวัตถุดิบ ทำให้การผลิตสินค้าขาดความต่อเนื่อง และส่งผลต่อเนื่องไปยังกระบวนการอื่นๆ ในโรงงาน
    4. ความสูญเสียจากความเชื่อมั่นของผู้สั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศ และอาจทำให้ลูกค้ายกเลิกคำสั่งซื้อสินค้า และหันไปสั่งซื้อในประเทศอื่น เช่น จีน หรือเวียดนามแทน ทำให้ไทยสูญเสียลูกค้าได้

แนวทางการแก้ไขปัญหาในเบื้องต้นสำหรับผู้ส่งออก-นำเข้า

 

    1. ย้ายการส่งออกและนำเข้า ไปยังท่าเรือเอกชนอื่นๆ ในท่าเรือแม่น้ำเจ้าพระยา
    2. ย้ายการส่งออกและนำเข้า ไปยังท่าเรือแหลมฉบัง
    3. เปลี่ยนสายเรือที่ส่งออก ไปยังสายเรือที่มีการบริการรับตู้สินค้าคืนได้หลายจุด
    4. ย้ายโหมดการขนส่งไปยังทางท่าอากาศยานในกรณีที่ต้องรักษาฐานลูกค้าเมื่อสินค้าส่งออกเกิดความล่าช้า ]
    5. เรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น เช่น การท่าเรือฯ ควรลดค่า Storage Charge ในกรณีที่สินค้าติดค้างในเขตท่าเรือ เนื่องจากเหตุการณ์หยุดการทำงานของพนักงานการท่าเรือฯ ซึ่งก็สามารถช่วยเหลือผู้ประกอบการได้ส่วนหนึ่ง
    6.  

ความคิดเห็นจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

 
นายสุชาติ จันทรานาคราช ประธานสรท. กล่าวว่า ความเสียหายที่เกิดจากท่าเรือกรุงเทพ หากหยุดให้บริการทั้งหมด โดยหากไม่สามารถย้ายไปขนถ่ายที่แหลมฉบังได้ ทั้งสินค้าขาเข้าและขาออก จะสร้างความเสียหายคิดเป็นมูลค่าถึงวันละ 4,000 ล้านบาท เนื่องจากปัจจุบันจะมีตู้สินค้าผ่านท่าเรือแห่งนี้ประมาณ 4,000 ตู้ต่อวัน มูลค่าสินค้าในตู้โดยเฉลี่ยประมาณ 1 ล้านบาทต่อตู้ หากต้องหยุดชะงักไปหมด 5 วัน จะสร้างความเสียหายถึง 20,000 ล้านบาท
สินค้าไม่สามารถออกจากท่าเรือได้จะสร้างความเสียหายต่อผู้ส่งออกและนำเข้าสินค้า เนื่องจากต้องอาศัยการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศเพื่อผลิตสินค้า เมื่อไม่มีวัตถุดิบในการผลิตจะมีผลกระทบทำให้การผลิตต้องหยุดชะงัก และจะมีปัญหาต่อคนงานในโรงงานต่อไป โดยสินค้า ที่จะกระทบมากที่สุด คือ สินค้าอาหารที่เน่าเสียง่าย และสินค้าแฟชั่น ที่ผู้ส่งออกกลัวที่สุดคือ หากไม่สามารถส่งออกได้จะทำให้ลูกค้าหันไปซื้อจากที่อื่นแทน และเมื่อส่งออกทางเรือไม่ได้ ก็ต้องหันไปส่งสินค้าทางเครื่องบินแทน ซึ่งจะทำให้ต้นทุนสินค้าเพิ่มขึ้นถึง 5 เท่า จึงขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหาทางให้เหตุการณ์เข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด


นายไพบูลย์ พลสุวรรณา รองประธาน สรท. และประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร ส.อ.ท. กล่าวถึงการลางานของพนักงานการท่าเรือฯ จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอาหารส่งออกของประเทศที่มียอดส่งออกปีที่แล้ว 620,000 ล้านบาท และปีนี้จะเพิ่มเป็น 700,000 ล้านบาทอย่างแน่นอน


นายเกริกกล้า สนธิมาศ ประธานสมาพันธ์โลจิสติกส์ไทย กล่าวว่า สายการเดินเรือเป็นกังวลและไม่แน่ใจต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ตั้งแต่รถไฟหยุดให้บริการได้ส่งผลให้ขบวนรถไฟจากไอซีดี ลาดกระบัง ไปท่าเรือแหลมฉบัง จาก 14 เที่ยวต่อวันลดเหลือ 5 เที่ยวต่อวัน ผู้ประกอบการได้แก้ปัญหาโดยหารถหัวลากมาลากสินค้าไปแทน หากพนักงานท่าเรือกรุงเทพฯหยุดให้บริการอีก ยังพอจะเลี่ยงไปใช้บริการของท่าเรือแหลมฉบังซึ่งบริหารโดยภาคเอกชนได้ และปกติช่วงวันธรรมดาจะมีเรือเข้าเทียบท่าน้อย หากเป็นช่วงศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ จะมีปริมาณเรือมากขึ้น   


นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธาน สอท. กล่าวว่า การหยุดงานของพนักงานการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) กระทบต่อสินค้าส่งออกและการนำเข้าวัตถุดิบและเครื่องจักรของภาคอุตสาหกรรม ซึ่งยอมรับว่าประเด็นที่ผู้ส่งออกมีความกังวลใขณะนี้คือ ผู้ซื้อในต่างประเทศจะย้ายคำสั่งซื้อสินค้าไทยไปประเทศอื่น เพราะเกรงว่าผู้ส่งออกไทยไม่สามารถส่งมอบสินค้าได้ตรงตามเวลาที่ได้ตกลงกันไว้


นายสมบูรณ์ เจือเสถียรรัตน์ กรรมการบริหาร บริษัท ไทยการ์เมนต์ เอ็กซปอร์ต จำกัด ระบุว่า การนัดหยุดงานที่ท่าเรือกรุงเทพฯจะส่งผลกระทบกับการนำเข้าและส่งออกอย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงนี้ถือเป็นช่วงไฮซีซั่นของการส่งออกสินค้าของไทย   


นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า การปิดเส้นทางคมนาคมขนส่งจะกระทบต่อความเชื่อมั่นของส่งออกสินค้าไทย ทั้งนี้ข้าวเป็นกลุ่มสินค้าที่ใช้ท่าเรือกรุงเทพฯ 20-30% ของการส่งมอบข้าวแบบตู้คอนเทนเนอร์ ทำให้ผู้ส่งออกอาจต้องหันไปส่งผ่านท่าเรือแหลมฉบังแทน


นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ นายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย กล่าวว่า การย้ายไปท่าเรือแฉลมฉบังจะทำให้ต้นทุนค่าขนย้ายเพิ่มขึ้นจากปกติที่มีอัตรา 10,000 บาทต่อตู้คอนเทนเนอร์ อาจจะทำให้การส่งออกเดือนสิงหาคมนี้ต่ำสุดในรอบปี แต่หากเหตุการณ์ลุกลามจะกระทบต่อการสั่งซื้อสินค้าลอตใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นเพื่อการส่งออกใน 1-2 เดือนข้างหน้า เฉพาะอาหารแช่เยือกแข็งที่เคยส่งออกคิดเป็นมูลค่า 10,000 ล้านบาท/เดือน เสี่ยงที่จะส่งออกต่ำกว่าเป้าหมาย 1.5 แสนล้านบาทได้

 

***********************

 

สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย
5 กันยายน 2551

< Previous   Next >
สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย
1168/97 อาคารลุมพินีทาวเวอร์ ชั้น 32 โซน C  ถนนพระราม 4 แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร  กทม. 10120
Tel. : 66 2 679-7555 ,    Fax. : 66 2 679-7500-1  
Thai National Shippers' Council Copyright © 2005 TNSC All Rights Reserved.